27 เมษายน 2558

ปั่นไป...ทำไม???

ปั่นไป...ทำไม???


กระแสการปั่นจักรยานดูจะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆแล้วนะครับ แต่ไม่ว่ามันจะเป็นแค่เทรนด์แค่ระยะสั้นๆหรือจะคงทนถาวรไปยาวๆ ก็คงต้องดูกันต่อไปเรื่อยๆนะครับ แต่ถ้าไหนๆ เมื่อคิดจะมาปั่นจักรยานกันเพื่อสุขภาพหรือเพื่อกระแสรักษ์โลก เราก็ควรจะต้องรู้ถึงประโยชน์หรือข้อดีที่ได้จากการปั่นกันนะครับ

ประโยชน์ที่ได้จากการปั่นจักรยาน

ด้านการเผาผลาญและทางการแพทย์

จากกการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ สำหรับคนที่มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ถ้าเดินประมาณ 3 กิโลเมตร/ชั่วโมง (เดินเร็ว) จะใช้พลังงานไป 2.3x60 = 138 กิโลแคลอรี่/การเดิน 1 ชั่วโมง แต่ถ้าขี่จักรยานในอัตราประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็จะเผาผลาญและใช้พลังงานในปริมาณที่พอๆ กับการเดิน 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นหมายความว่าประโยชน์จากการปั่นจักรยานก็คือการเผาผลาญและการใช้พลังงาน ทำให้ลดอัตราการสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
นอกจากนั้นการปั่นจักรยานอย่างต่อเนื่องในแบบการออกกำลังกายแบบแอโรบิคจะมีผลทำให้หัวใจแข็งแรง กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งการออกกำลังกายแบบแอโรบิคแบบต่อเนื่องนี้ จะช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกายดีขึ้น รวมไปถึงเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจและอวัยวะสำคัญต่างๆในร่างกาย ได้แก่ สมอง ไต ลดการเก็บสะสมไขมันในหลอดเลือดทั่วร่างกาย ดังนั้นจึงสามารถป้องกันภาวะเส้นเลือดตีบตันในอวัยวะสำคัญที่กล่าวข้างต้น
นอกจากนั้นการปั่นจักรยานยังเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ช่วยระบบการ หายใจ เพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในถุงลมปอดให้ดีขึ้นและยังเพิ่มระดับของฮอร์โมนแอนดอร์ฟินที่ช่วยลดความเครียดในร่างกายให้ลดลงได้
การออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานถือเป็นกิจกรรมที่เข้าถึงธรรมชาติที่ดี ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย และการปั่นจักรยานขึ้นลงที่ลาดชันถือเป็นการออกกำลังแบบแอโรบิคที่หนัก เพราะต้องใช้พลังงานมาก เป็นประโยชน์ต่อหัวใจ ในคนที่หัวใจแข็งแรงอยู่แล้วจึงเหมาะที่จะปั่นจักรยานในที่ลาดชัน เพราะจะทำให้หัวใจแข็งแรงมากขึ้นเป็นทวีคูณสมรรถภาพหัวใจและปอดก็จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากมีการปั่นจักรยานเป็นประจำ การปั่นจักรยาน ปีนเขา ไตรกรีฑา เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคหนัก ผู้ที่สามารถเล่นกีฬาประเภทนี้ได้ จำเป็นต้องมีสมรรถนะหัวใจและปอดดีเยี่ยมถึงจะมีควาปลอดภัย
สำหรับประโยชน์โดยตรงของการปั่นจักรยานคือ กล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพราะได้ยืดเส้นยืดสาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณเอวสะโพก ทำให้ป้องกันปัญหาปวดกล้ามเนื้อขาได้ดี

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่เริ่มปั่นจักรยานใหม่ๆ คือ

เบาะที่นั่ง(อาน)

จะต้องเหมาะกับสรีระของร่างกาย ไม่ควรนิ่มมากเกินไป เพราะจะทำให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นขาได้ แต่ก็ไม่ควรแข็งเกินไปเพราะจะกระแทกกล้ามเนื้อก้นเกิดการบาดเจ็บหรืออักเสบง่ายและทำให้เมื่อยล้าความสูงของเบาะกับขาถีบควรมีความสัมพันธ์กับความยาวของขาของผู้ถีบ เมื่อถีบจนสุดควรให้องศาของเข่า เท่ากับแนวตรงของขาไม่เกิน 150 องศา ไม่เช่นนั้นจะทำให้ปวดกล้ามเนื้อขาและเมื่อยล้าง่าย

ขาเพรียวสวยด้วยจักรยาน

ผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำหรือใช้จักรยานบ่อยๆ แล้วมีลักษณะน่องขาที่ใหญ่หรือค่อนข้างใหญ่นั้น ส่วนใหญ่มักมีการเล่นกีฬาอื่นๆรวมด้วยเสมอ ขณะที่ผู้ที่ปั่นจักรยานอย่างเดียวเป็นหลัก กลับมีขนาดน่องเป็นปกติ เพียงแต่แข็งแรงกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลย
ในกลุ่มที่ปั่นจักรยานเป็นหลัก และตั้งความสูงของเบาะต่ำกว่ามาตรฐานจนเห็นได้ชัด จะมีแนวโน้มของขนาดน่องค่อนข้างใหญ่ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
ผู้ที่ใช้เกียร์หนักๆในการปั่นเป็นประจำ โดยเฉพาะนักปั่นชายมีขนาดน่องที่โตกว่าพวกที่ปั่นโดยการใช้รอบขาๆสูงและใช้เกียร์ต่ำกว่า เช่นเดียวกับกลุ่มแม่บ้านที่ใช้จักรยานปั่นไปจ่ายตลาดซึ่งจักรยานที่ใช้นั้นค่อนข้างหนัก ทำให้ใช้แรงขามาก แถมยังตั้งเบาะเตี้ยมากด้วย ผลที่ได้ก็คือน่องโตกันแทบทั้งนั้น
-  โดยส่วนใหญ่ นักจักรยานอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นจักรยานเสือหมอบ หรือเสือภูเขา จะมีรูปร่างสวยเพรียวกันทุกคน และจากการใช้แบบสอบถามในหัวข้อว่า นักกีฬาประเภทไหน มีขาสวยที่สุด พบว่า นักจักรยานก็กวาดแชมป์น่องสวยไปเสียทุกที ซึ่งสาวๆก็สามารถเอาไปใช้ได้ จะได้น่องไม่ใหญ่กันนะครับ

ปั่นยังไงให้น่องไม่โต

1. เซทรถให้ถูกต้อง อานต้องสูงพอ เพราะการปั่นแบบอานต่ำจะทำให้น่องโป่งขึ้นแน่นอน
2. อย่าปั่นแบบย่ำบันได แต่ให้ปั่นในลักษณะแบบควงบันได
3. อย่าใช้เกียร์หนักหรือเกียร์สูงๆ นั่นก็คือให้ปั่นด้วยเกียร์เบาๆ ไปเรื่อยๆ แบบไม่หยุด ก็จะทำให้ได้ออกกำลังกายแบบ Aerobic ปั่นสักวันละ 30 -40 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง แค่นี้ก็ดีกับสุขภาพดีขึ้นแล้วครับ

ลดการปวดหัวและไมเกรน

จากผลการศึกษาของศูนย์โรคปวดหัว (Cephalea Headache Centre in Gothenburg) ประเทศสวีเดน ซึ่งทำโดยให้กลุ่มตัวอย่างปั่นจักรยานอยู่กับที่ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 3 เดือนผลที่ได้พบว่า การปั่นจักรยานแบบแรงปานกลาง (ปั่นเร็วจนพูดได้ 4–5 คำก็เริ่มเหนื่อย นาน 30 นาที) เป็นประจำทำให้อาการปวดหัวไมเกรนลงไปได้มากจนถึง 90%
การปวดหัวไมเกรนส่วนใหญ่จะเป็นแบบปวดข้างเดียว ปวดตุ่บๆ และอาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย ซึ่งคนไข้ประมาณครึ่งหนึ่งมีอาการทุเลาลงด้วยยาพาราเซตามอล แต่อีกครึ่งหนึ่งไม่ทุเลาด้วยยาดังกล่าว แต่คนไข้เกือบทุกรายบอกว่า อาการปวดลดลงจากที่สังเกตได้คือจำนวนวันที่ปวดลดลง ความรุนแรง (จากหนักเป็นเบา) และการใช้ยาแก้ปวดก็น้อยลง ดังนั้นกลไกที่เป็นไปได้คือ เกิดจากการออกแรง หรือออกกำลังทำให้เกิดการหลั่งสารความสุขที่ชื่อ ”เอนโดฟินส์ (endorphins)” ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยในการแก้ปวด และการศึกษาก่อนหน้านี้ยังพบอีกว่า การออกกำลังกาย เช่น เดิน ว่ายน้ำ ฯลฯ ก็มีส่วนช่วยลดอาการปวดหัวได้เช่นกัน เรื่องที่สำคัญจึงอยู่ที่ประเด็นของการออกแรงหรือออกกำลังที่ไม่ได้ส่งผลดีให้กับหัวใจและปอดเท่านั้น แต่ว่าจะส่งผลดีร่างกายและรูปร่าง รวมไปถึงยังส่งผลให้กับสมองทำงานได้ดีด้วย

และจากการศึกษาอีกรายงานหนึ่งจากสหรัฐฯ ซึ่งทำในคนสุขภาพดีจำนวน 52 คน แล้วนำไปตรวจด้วยเครื่องสแกนสมองพบว่า คนที่ออกแรงหรือออกกำลังเป็นประจำมากที่สุด จะมีสมองส่วนนอกกลีบข้าง (ขมับหรือใบหู / temporal lobe) ฝ่อลง (ตามอายุ) ช้ากว่าคนที่ออกแรงหรือออกกำลังน้อยที่สุด จากการศึกษานี้จึงสนับสนุนแนวคิดเดียวกันกับการศึกษาอื่น ๆ ด้วยคือ การออกแรงหรือออกกำลัง จะไปช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต และพัฒนาการของเซลล์สมองให้ดีขึ้นอีกด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น