26 มิถุนายน 2554

เรื่องจริงที่ต้องรู้ของอาหารหลัก 5 หมู่

เรื่องจริงที่ต้องรู้ของอาหารหลัก 5 หมู่




          ส่วนประกอบพื้นฐานทางโภชนาการ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ สารอาหารระดับมหัพภาค และสารอาหารระดับจุลภาภาค ไขมัน คาร์โบไฮเดรตและโปรตีน เป็นสารอาหารระดับมหัพภาค พวกมันให้แคลอรีหรือพลังงานที่จำเป็นต่อร่างกาย โปรตีนยังให้สารอาหารที่ใช้ในการเจริญเติบโตและการซ่อมแซมเซลล์แก่ร่างกาย และเพื่อให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ ร่างกายต้องการสารอาหารตัวอื่นๆ ด้วย แต่ในปริมาณที่ไม่มากนัก และสารอาหารเหล่านั้นคือสารอาหารระดับจุลภาคโดยรวมถึงวิตามินและแร่ธาตุด้วย

คาร์โบไฮเดรต

          ส่วนประกอบทางเคมีของคาร์โบไฮเดรตประกอบไปด้วย อะตอมคาร์บอน ไฮโดเจนและออกซิเจน เราสามารถพบคาร์โบไฮเดรตได้ในอาหารประเภทแป้ง (เช่น ผลไม้ ธัญพืช และเมล็ดถั่ว) อาหารประเภทน้ำตาล (เช่น น้ำผึ้ง น้ำเชื่อม น้ำตาลจากอ้อย และน้ำตาลธรรมชาติจากผลไม้) และอาหารที่มีเส้นใย (เช่นธัญพืช เมล็ดถั่ว ผลไม้และผัก) คาร์โบไฮเดรตให้พลังงานเป็นอันดับสองรองจากโปรตีน คาร์โบไฮเดรตให้พลังงานที่จำเป็นต่อการเคลื่อนไหว การควบคุมระบบประสาทและกล้ามเนื้อ การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การดูดซึมและย่อยอาหาร โปรตีนสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้แต่ร่างกายต้องการพลังงานจากไขมันและคาร์โบไฮเดรตมากกว่า
          เส้นใยอาหารมีสารประกอบหลายชนิดซึ่งสารประกอบเหล่านั้นให้ประโยชน์มากมาย โดยปกติแล้วเส้นใยอาหารถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ เส้นใยที่ละลายในน้ำ (เช่น ข้าวโอ๊ต ถั่ว ข้าวบาร์เล่ย์ เมล็ดสมุนไพร psyllium แอปเปิ้ล มะนาว มะกรูด และผักบางประเภท) และเส้นใยที่ไม่ละลายในน้ำ (รำข้าวสาลีและข้าวโพด ผลไม้ปอกเปลือก ผักกินราก และผักใบเขียว) คาร์โบไฮเดรตสามารถถูกแปรรูปได้ และเมื่ออาหารถูกแปรรูป (บด ฟอกสี หรือขัดสี) คุณค่าทางสารอาหารส่วนใหญ่หรือทั้งหมดจะหายไป น้ำตาลกรวดทำมาจากอ้อยหรือหัวบีทรูท ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง แต่หลังจากพวกมันผ่านกระบวนการทางการผลิตน้ำตาลแล้ว สารอาหารที่จำเป็นและเส้นใยจะถูกกำจัดออกไป สิ่งที่เหลือจึงเป็นเพียงน้ำตาลที่ไม่มีคุณค่าทางสารอาหารเลย ซึ่งมันจะก่อปัญหาให้กับกระบวนการทางเคมีในร่างกาย น้ำตาลจึงไม่มีคุณค่าทางสารอาหารให้กับร่างกายอีกต่อไป

โปรตีน       

          โปรตีน เป็นคำที่มาจากภาษากรีก แปลว่า "ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง" โปรตีนนั้นจำเป็นต่อร่างกายในการเสริมสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ จำเป็นต่อการผลิตเลือด เอนไซม์และฮอร์โมนบางชนิด และยังจำเป็นต่อการสร้างส่วนปประกอบต่างๆ ของเซลล์ด้วย
          กรดอะโมเป็นโครงสร้างของโปรตีน กรดอะมิโนประกอบไปด้วยคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน และไนโตรเจน ซึ่ง 4 องค์ประกอบหลักของการดำรงชีวิต ร่างกายเราสามารถผลิตกรดอะมิโนบางชนิดเท่านั้น กรดอะมิโนอย่างน้อย 8 ชนิดจาก 22 ชนิด ถือเป็นองค์ประกอบที่จำเป็น เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตกรดอะมิโนเหล่านั้นได้ เราจึงได้มันจากการรับประทานอาหาร มีกรดอะมิโน 2 ชนิดที่ถือว่ามีความสำคัญระดับปานกลาง กรดอะมิโน 6 ชนิดไวต่อความร้อน นั่นหมายความว่าถ้ากรดอะมิโนเหล่านั้นถูกต้มหรือผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรส์แล้ว มันจะเปลี่ยนสภาพและไม่มีคุณสมบัติของโปรตีนที่สมบูรณ์   โปรตีนจะสมบูรณ์และคุณค่าทางชีวภาพก็ต่อเมื่อมันประกอบไปด้วยสัดส่วนและปริมาณของกรดอะมิโนที่เหมาะสม หากกรดอะมิโนเพียงตัวเดียวถูกเปลี่ยนสภาพ หรือขาดหายไป ร่างกายก็จะไม่สามารถผลิตโมเลกุลของโปรตีนได้อย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากกระบวนการสังเคราะห์ทางชีววิทยาของโปรตีนชนิดนั้นๆ ทำงานได้ไม่สมบูรณ์
          แหล่งอาหารที่ประกอบไปด้วยโปรตีนถูกจัดเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีกรดอะมิโนครบทุกตัว และกลุ่มที่มีกรดอะมิโนบางชนิด อาหารที่มีกรดอะมิโนครบทุกชนิดคือ อาหารประเภทเนื้อ (เนื้อวัว เนื้อหมู สัตว์ปีก ฯลฯ) ปลา อาหารทะเลอื่นๆ ไข่ อาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบและถั่วเหลือง อาหารกลุ่มที่มีกรดอะมิโนเพียงบางชนิดคือ ถั่วต่างๆ เห็ด ธัญพืชบางประเภท และเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ผักและผลไม้บางประเภทนี้มักขาดกรดอะมิโนชนิดใดชนิดหนึ่งหรือมากกว่านั้น
          การที่คนเราจะบริโภคโปรตีนไม่เพียงพอนั้นมีโอกาสน้อย อย่างไรก็ตามการบริโภคโปรตีนไม่เพียงพอจะทำให้เหนื่อยง่าย เกิดความสับสน หงุดหงิด มีความต้องการทางเพศต่ำ ผิวแห้ง เล็บเปราะบางและผมร่วง พูดง่ายๆ ก็คือ การแสดงออกทางอารมณ์ที่บกพร่องและการขาดสารอาหารเป็นสัญญาณของการขาดโปรตีน เมื่อร่างกายขาดกรดอะมิโนที่จำเป็นบางตัว มันจะเริ่มกินเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อเพื่อให้ได้กรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการอย่างพอเพียง ดังนั้นถ้าเราไม่บริโภคโปรตีนอย่างเพียงพอ เราจะทรมานจากความหิวโหยและหันไปพึ่งอาหารประเภทน้ำตาลที่ผ่านกระบวนการ และดูดซึมได้เร็วแทน
          การขาดโปรตีนเป็นเรื่องที่ไม่พบมากนักในโลกตะวันตก จริงๆแล้วเรามีแนวโน้มที่จะบริโภคโปรตีนมากเกินไปเสียด้วย นักโภชนาการไม่สามารถระบุปริมาณโปรตีนที่ร่างกายต้องการได้ในแต่ละวัน บางคนกล่าวว่าอาหารที่เราบริโภคควรประกอบด้วยโปรตีน 10-15 % ในขณะที่บางคนแนะนำว่าควรเป็น 30 % แต่ผมว่าการได้รับแคลอรี่จากโปรตีนเพียง 20% ของปริมาณแคลอรี่ทั้งหมดที่ได้รับก็เพียงพอที่จะทำให้เรามีร่างกายแข็งแรงได้แล้ว ปริมาณที่ผมว่านั้นคือประมาณ 55 กรัมสำหรับผู้ชาย และ 45 กรัมสำหรับผู้หญิง การบริโภคโปรตีนจากผัก 2 ส่วนหรือโปรตีนจากเนื้อ 1 ส่วน (เนื้อที่มีไขมันต่ำ สัตว์ปีกและปลา รับประทานร่วมกับกรดไขมันที่จำเป็น) นั้นเพียงพอสำหรับร่างกาย ร่างกายไม่สามารถเก็บสะสมโปรตีนได้ดังนั้นตับจะเปลี่ยนโปรตีนเป็นกลูโคสและแอมโมเนีย กระบวนการนี้อาจทำให้ตับและไตทำงานหนักเกินไป และก่อให้เกิดภาวะที่ร่างกายมีกรดยูริคมากเกินไปด้วย ผลกระทบอีกประการหนึ่งคือการสูญเสียแคลเซียมซึ่งนั่นอาจทำให้เกิดโรคกระดูกผุ (osteoporosis) อาหารที่มีโปรตีนมากมักมีแคลเซียมและไขมันมากเช่นกันและมันอาจเป็นสาเหตุของโรคอ้วนได้

ไขมัน       
          ไขมันและอาหารที่มีไขมันอยู่ในกลุ่มสารอินทรีย์จำพวกไขมัน ไขมันเป็นสารอาหารที่จำเป็นและเป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของการมีสุขภาพชีวิตที่ดี ไขมันเป็นแหล่งพลังงานและยังสามารถเปลี่ยนเป็นส่วนประกอบที่จำเป็นของเนื้อเยื่ออื่นๆ หรือสามารถถูกเก็บไว้เป็นแหล่งอาหารสำรองในร่างกาย ไขมันเป็นอาหารชั้นเยี่ยมมันทำหน้าที่สำคัญในการดูดซับอาหารและลำเลียงวิตามินที่ละลายในไขมัน (วิตามิน A,D,E,F และ K) และอาหารประเภทไขมันยังเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นของโครงสร้างและการทำงานของเซลล์อีกด้วย
          ไขมันประกอบไปด้วยกรดไขมัน 3 ประเภท คือ กรดไขมันอิ่มตัว monounsaturated และ polyunsaturated ไขมันอิ่มตัว (ไขมันจากสัตว์) มีอะตอมไฮโรเจนมากและไม่มีสารประกอบเชิงซ้อนอื่นๆ ไขมันไม่อิ่มตัวที่มีโมเลกุลเดี่ยว (monounsaturated) (โอเมก้า-9) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีโมเลกุลเดียวและขาดอะตอมไฮโรเจน 1 คู่ ไขมันไม่อิ่มตัวแบบโมเลกุลเชิงซ้อน (polyunsaturated) (โอเมก้า-6) ขาดอะตอมไฮโรเจน 2 คู่ หรือมากกว่านั้น จึงทำให้มันมีสารประกอบเชิงซ้อนอื่นๆ 2 ชนิดหรือมากกว่า ไขมันจากสัตว์ (พบได้ในเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ นม ชีส เนย ฯลฯ) ส่วนใหญ่เป็นกรดไขมันอิ่มตัวที่มีโมเลกุลเดี่ยว โดยมีไขมันไม่อิ่มตัวแบบโมเลกุลซ้อนเป็นส่วนประกอบ ไขมันจากพืช (พบได้ในโอลีฟ อะโวคาโด และพืชอื่นๆ เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันจากถั่ว ฯลฯ) เป็นไขมันไม่อิ่มตัวที่มีโมเลกุลเดี่ยว และไขมันไม่อิ่มตัวแบบโมเลกุลซ้อน โดยมีกรดไขมันอิ่มตัวอยู่บ้าง ไขมันไม่อิ่มตัวแบบโมเลกุลซ้อนยังรวมถึงกรดไขมันชนิดย่อยอื่นๆ ด้วยเช่น super polyunsaturated (โอเมก้า-3) อย่างไรก็ตามมีน้ำมันจากพืช 4 ชนิดที่มีกรดไขมันอิ่มตัวมากกว่าไขมันไม่อิ่มตัวที่มีโมเลกุลเดี่ยว คือ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันจากเมล็ดปาล์ม และน้ำมันจากผลกาเกา



ตารางแสดงอัตราส่วนของไขมันในน้ำมันพืชแต่ละชนิด
Oils
Saturated
Mono-unsaturated
Poly-unsaturated
Trans
Canola
7
58
29
0
ทานตะวัน Safflower
9
12
74
0
Sunflower
10
20
66
0
ข้าวโพดCorn
13
24
60
0
มะกอกOlive
13
72
8
0
ถั่วเหลืองSoybean
16
44
37
0
ถั่วลิสงPeanut
17
49
32
0
ปาล์มPalm
50
37
10
0
มะพร้าวCoconut
87
6
2
0
Cooking Fats
Shortening
22
29
29
18
น้ำมันหมูLard
39
44
11
1
เนยButter
60
26
5
5
Margarine/Spreads
70% Soybean Oil,ชนิดแข็ง Stick
18
2
29
23
67% Corn & Soybean Oil Spread, ชนิดเหลวTub
16
27
44
11
48% Soybean Oil Spread, Tub
17
24
49
8
60% Sunflower, Soybean, and Canola Oil Spread, Tub
18
22
54
5
*Values expressed as percent of total fat; data are from analyses at Harvard School of Public Health Lipid Laboratory and U.S.D.A. publications.



วิตามิน       
          วิตามินเป็นสารประกอบที่ได้จากสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อยแต่ขาดไม่ได้ ร่างกายไม่สามารถผลิตวิตามินส่วนใหญ่ได้ วิตามินไม่สามารถถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานได้โดยตรง แต่มันจะทำงานร่วมหรือทำหน้าที่เป็นเหมือนโคเอนไซม์สำหรับกระบวนการเผาผลาญพลังงาน และวิตามินบางตัวจำเป็นต่อการผลิตพลังงาน วิตามินมีหน้้าที่การควบคุมระบบมากกว่ามีหน้าที่เสริมสร้าง วิตามินมีโครงสร้างทางชีววิทยาแบบ "วงล้อซ้อนๆกันหลายวง" ที่สลับซับซ้อนและประกอบด้วย เอนไซม์ โคเอนไซม์ สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกสย
          ที่จริงแล้ว เอนไซม์ ก็คือโปรตีนและวิตามินที่มีกรดอะมิโนและแร่ธาตุที่จำเป็น วิตามินสกัดประกอบไปด้วยแร่ธาตุและกรดอะมิโนที่เซลล์ต้องการ วิตามินแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ วิตามินที่ละลายในไขมันและวิตามินที่ละลายในน้ำ วิตามิน A,D,E,F และ K เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ในขณะที่วิตามิน B complex และ C complex นั้นละลายในน้ำ และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้วิตามินถูกกำจัดออกไปได้ง่ายระหว่างการประกอบอาหารและการถนอมอาหาร วิตามินที่ผลิตขายนั้นเป็นสารสังเคราะห์และผ่านกระบวนการทางเคมี และเนื่องจากวิตามินสังเคราะห์ไม่มีโครงสร้างทางที่ได้จากธรรมชาติ (เอนไซม์ โคเอนไซม์ และแร่ธาตุ) กระบวนการทำงานทางเคมีของมันจึงไม่ปกติ และวิตามินสังเคราะห์จึงไม่สามารถแทนสารอาหารที่ได้จากธรรมชาติได้ ในความเป็นจริง วิตามินสังเคราะห์ก็คือยานั่นเอง และพวกมันมักถูกใช้ในการชดเชยวิตามินที่หายไปในอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิต

แร่ธาตุ

       
          แร่ธาตุอยู่ในร่างกายหรืออาหารในรูปของสารประกอบอนินทรีย์และสารประกอบอินทรีย์ (เช่น ส่วนประกอบทางเคมีซึ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการทำปฏิกิริยาทางเคมีของเซลล์ที่มีชีวิต) แร่ธาตุทำงานร่วมกับเอนไซม์ ฮอร์โมน และวิตามินในการลำเลียงสิ่งต่างๆ ไปทั่วร่างกาย แร่ธาตุยังเป็นเหมือนผู้ช่วยในกระบวนการการทำงานของร่างกาย และยังให้ส่วนประกอบที่สำคัญในการเสริมสร้างร่างกายแก่เรา ร่างกายเราประกอบไปด้วยแร่ธาตุประมาณ 4 % ของน้ำหนักตัว (ประมาณ 2.5 กิโลกรัม) มีแร่ธาตุ 21 ชนิดที่ร่างกายขาดไม่ได้ แร่ธาตุที่สำคัญที่สุดในร่างกายเรามีปริมาณมกากว่าหนึ่งช้อนชาเพียงนิดหน่อยเท่านั้น แร่ธาตุเหล่านั้นรวมไปถึง แคลเซียม คลอรีน แม็กนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม และซัลเฟอร์
          แร่ธาตุอื่นๆอที่ร่างกายต้องการมีปริมาณน้อยกว่าหนึ่งช้อนชาเพียงเล็กน้อย แร่ธาตุเหล่านั้นรวมไปถึง โบรอน โครเมียม ทองแดง ไอโอดีน แมงกานีส ซีลีเนียม และสังกะสี แร่ธาตุต่างๆต้องทำงานควบคู่กัน พวกมันไม่สามารถทำงานโดยปราศจากแร่ธาตุอื่นๆได้
          อาหารในปัจจุบันถูกปลูกในดินคุณภาพต่ำ จึงทำให้อาหารที่ได้มีปริมาณแร่ธาตุต่ำกว่าแต่ก่อน และกระบวนการผลิตอาหารยังกำจัดแร่ธาตุออกไปจากอาหารอีกด้วย จึงทำให้การบริโภควิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ให้เพียงพอต่อร่างกายเป็นสิ่งที่ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

19 มิถุนายน 2554

คุณ "อ้วน" หรือเปล่า???

           น้ำหนักขนาดไหนที่บอกว่าคุณอ้วน แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าเกณฑ์มาตรฐานควรจะเป็นเท่าไหร่ ไม่ต้องกังวลใจไปครับ วันนี้เราจะพาไปดูสูตรคำนวณหาหน้ำหนักตัวและเปอร์เซ็นต์ไขมันหลายๆวิธี ที่จะทำให้คุณทราบได้ว่าคุณอยู่ในเกณฑ์ไหนและได้มาตรฐานหรือเปล่า



  • การวัดดัชนีมวลกาย (Body Mass Index)
          Body Mass Index (BMI) เป็นการวัดความอ้วนหรือไขมันในร่างกาย โดยการชั่งน้ำหนักตัวเทียบกับความสูง ค่า BMI คิดได้ดังนี้

          BMI   =    น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วย ความสูง(เมตรยกกำลัง 2)

ตารางการอ่านค่า  BMI

ผอม
น้อยกว่า  18.5
ปกติ
มากกว่า  18.5  น้อยกว่า  25
อ้วนระดับ 1
มากกว่า   25    น้อยกว่า  30
อ้วนระดับ 2
มากกว่า  30

  • สูตรแบบคร่าวๆ
          ผู้ชาย     ควรมีน้ำหนัก            =           ความสูง (ซม.) - 100
          ผู้หญิง    ควรมีหน้ำหนัก          =           ความสูง (ซม.) - 110

  • วัดเส้นรอบเอว
          ผู้หญิง          >          80  เซนติเมตร
          ผู้ชาย           >          90  เซนติเมตร

  • การวัดปริมาณไขมันด้วยเครื่องมือ หรือวัดความหนาของผิวหนัง ( Skin Fold Thickness)
          ผู้หญิง          >          30 %
          ผู้ชาย           >          25 %

          การคำนวณข้างต้นเป็นการหาวิธีวัดแบบคร่าวๆ เนื่องจากในร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วยน้ำ ไขมัน และส่วนที่ไม่ใช่ไขมัน การวัดดังกล่าวจึงไม่ได้วัดเฉพาะส่วนที่เป็นไขมัน แต่ถ้าคุณสนใจที่จะหาไขมันในร่างกายที่แท้จริง เราก็มีวิธีการวัดแบบใช้เครื่องมาแนะนำครับ นั่นก็คือ

  • เครื่องวัดปริมาณไขมันในร่างกาย ( Body Fat Analyzer)
          
          เป็นวิธีการวัดแบบ 4 points ที่สามารถวัดปริมาณไขมันในร่างกายที่มีอยู่จริงและได้ค่าที่ถูกต้อง โดยวิธี Bioelectrical Impedence (BI) โดยเครื่องจะส่งกระแสไฟฟ้าอย่างอ่อนผ่านร่างกาย และเนื่องจากเนื้อเยื่อไขมันของร่างกายมีความสามารถนำไฟฟ้าเกือบศูนย์ ทำให้เกิดความต้านทานของกระแสไฟฟ้า จึงทำให้เครื่อง Body Fat Analyzer สามารถวัดปริมาณความต้านทานของกระแสไฟฟ้าในร่างกายแล้วคำนวณออกมาเป็นปริมาณไขมันในร่างกาย (กก.) และเปอร์เซ็นต์ไขมัน

          เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย คือ ปริมาณไขมันในร่างกายเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับน้ำหนักตัว การลดไขมันในร่างกายที่มีมากเกินไปนั้น จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ตารางการอ่านค่า % ไขมันในร่างกาย


% ไขมัน
น้อย
ปกติ
ค่อนข้างสูง
สูง
ผู้ชาย
น้อยกว่า 10 %
ตั้งแต่ 10 % แต่น้อยกว่า 20%
ตั้งแต่ 20 % แต่น้อยกว่า 25%
25% ขึ้นไป
ผู้หญิง
20%
ตั้งแต่  20% แต่น้อยกว่า 30%
ตั้งแต่ 30 % แต่น้อยกว่า 35%
35 % ขึ้นไป



โรคอ้วน

          โรคอ้วน คือ ภาวะที่มีไขมันในร่างกายมากเกินกว่าปกติ โดยไขมันจะอยู่ในเซลล์ไขมัน

             คนอ้วน คือ คนที่ไขมันไตรกลีเซอไรด์สะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกายมากกว่าปกติ ทำให้มีโอกาสเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน กระดูกเสื่อม โรคระบบทางเดินหายใจ เชื้อราตามผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีผลกระทบด้านจิตใจ เนื่องจากไม่มั่นใจในตัวเอง แะความต้องการทางเพศลดลง

คนอ้วนจะมีโอกาสเสียชีวิตจาก

            -  โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ เพิ่มขึ้น  50 %
            -  โรคไต เพิ่มขึ้น  50 %
            -  เบาหวาน เพิ่มขึ้น  4 เท่า

สาเหตุของโรคอ้วน
  • รับประทานอาหารที่มากเกินไป โดยเฉพาะแป้ง น้ำตาลและไขมัน
  • เผาผลาญพลังงานน้อย เช่น ไม่ออกกำลังกาย มีกา รออกแรงในชีวิตประจำวันน้อย
  • พันธุกรรม (มักเป็นแค่เหตุผลเสริม)
  • โรคทางระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมไทรอยด์ไม่ทำงาน
  • การรับประทานยาบางชนิด เช่น สเตอรอยด์

วิธีการรักษาโรคอ้วน
  • การควบคุมอาหาร (ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ปริมาณลดลง)
  • การออกกำลังกาย (อย่างน้อย 20-30 นาทีขึ้นไป  3-5 วัน/สัปดาห์)
  • การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (ตั้งใจและมั่นใจที่จะทำให้สำเร็จ)
  • การใช้ยารักษาโรคอ้วน (ต้องใช้ภายใต้การควบคุมของแพทย์ เมื่่อหยุดยา น้ำหนักจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีก ใช้ในเฉพาะในรายที่มีปัญหามากๆ)
  • การบำบัดรักษาโรคอ้วน (ใช้ในกรณีที่อ้วนในขั้นอันตรายเท่านั้น เช่น ดูดไขมัน ตัดกระเพาะอาหารออกบางส่วน) 

13 มิถุนายน 2554

ทานอย่างไร...ให้ดูดี

          การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีต้องอาศัยเวลา เวลาในการเลือกและซื้ออาหารสด และเวลาที่ต้องใช้ในการทำอาหารด้วยวิธีที่ดีต่อสุขภาพ น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ใช้เวลาในการทำอาหารน้อยลงทุกที แน่นอนว่าอุตสาหกรรมอาหารทำให้ทุกอย่างง่ายสำหรับเรา จึงทำให้มีคนเลือกรับประทานอาหารปรุงสำเร็จมากขึ้นทุกสัปดาห์ และเราก็เริ่มหันไปรับประทานขนมขบเขี้ยวเพื่อประทังความหิวกันมากขึ้น แทนที่จะนั่งรับประทานอาหารที่โต๊ะอาหารและผ่อนคลายไปกับมันด้วยกัน เรากลับเลือกรับประทานของว่างที่มีไขมันสูง รสหวานจัด และไม่ดีต่อสุขภาพ คำแนะนำของผมเพื่อนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีมีดังต่อไปนี้ครับ
  • รับประทานอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เพราะร่างกายจำเป็นต้องได้รับประทานพลังงานหลังจากผ่านช่วงกลางคืนที่ไม่ได้รับประทานอาหาร โดยอาหารเช้าจะไปช่วยกระตุ้นกระบวนการเผาผลาญอาหารของเรา และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของเราสูงขึ้น งานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าอาหารเช้าที่ดีต่อสุขภาพจะช่วยทำให้สมาธิของเราดีขึ้นและช่วยกระตุ้นความทรงจำระยะสั้น รวมทั้งยังทำให้อารมณ์ดีกว่าคนที่ไปทำงานโดยไม่รับประทานอาหารเช้าอีกด้วย และมันก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้กระบวนการเผาผลาญอาหารของเราถูกกระตุ้นให้เริ่มทำงานก่อนที่เราจะรับประทานอาหาร คาร์โบไฮเดรตที่ได้จากขนมปังปิ้ง หรืออาหารเช้าจากธัญพืชก็เป็นอาหารที่ย่อยง่ายเมื่อรับประทานในตอนเช้าตรู่และมีโปรตีนสูง หรือคุณจะทานผลไม้แทนก็ยังดีกว่าไม่ทานอะไรเลยนะครับ
  • อย่ารับประทานอาหารในปริมาณมากๆ เวลาดึก เร็วสุดผมว่าสักประมาณหกโมงเย็น ช้าสุดก็ไม่น่าจะเกินสองทุ่มนะครับ เพราะว่ามีหลักฐานชี้ให้เห็นว่าการได้รับแคลอรี่ในช่วงเวลาดึกๆ จะเปลี่ยนเป็นไขมันได้เร็วกว่าแคลอรี่ที่ได้รับในช่วงกลางวัน นอกจากนั้นการรับประทานอาหารเย็นในปริมาณมาก ยังไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจอีกด้วย เนื่องจากไขมันที่เป็นอันตรายต่อร่างกายซึ่งจะถูกส่งเข้าเส้นเลือดใหญ่นั้น อาจทำให้เลือดจับตัวเป็นก้อนในขณะที่เราหลับอยู่ก็เป็นได้ นี่อาจเป็นสิ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมอาการหัวใจวายจึงมักจะเกิดในช่วงเวลาเช้าตรู่
  • การรับประทานอาหารทีละน้อยแต่หลายมื้อในหนึ่งวัน จะดีกว่าการรับประทานอาหารมื้อใหญ่หนึ่งหรือสองมื้อ วิธีที่ดีที่สุดในการจัดสรรปริมาณแคลอรี่ที่เราได้รับตลอดวันก็คือ การรับประทานอาหารเช้าให้เต็มที่ อาหารกลางวันและอาหารเย็นแบบเบาๆ และรับประทานของว่างที่ดีต่อสุขภาพในช่วงเช้า และช่วง 4 โมงเย็น การรับประทานอาหารทีละน้อยๆแต่บ่อยๆ จะช่วยป้องกันการผันผวนของระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังช่วยให้หลีกเลี่ยงอาการ "หดหู่"  อารมณ์ขึ้นลงหรือไม่มีสมาธิในการทำสิ่งต่างๆ และควรจะรับประทานอาหารเย็นอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาย่อยอาหารที่รับประทานเข้าไป งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า คนที่แบ่งการรับประทานอาหารออกเป็นมื้อย่อยๆ 5-7 มื้อต่อวัน จะได้รับสารอาหารที่หลากหลายกว่า และจะบริโภคไขมันน้อยลง
  • ควรวางแผนในการรับประทานอาหารล่วงหน้า เพื่อให้คุณได้สามารถหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพได้ แต่ต้องแน่ใจนะครับว่าคุณมีอาหารว่างที่ดีต่อสุขภาพเอาไว้เสมอ (ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน)
  • รับประทานผลไม้สด 2-3 ชิ้นและผักสดหนึ่งส่วนทุกวัน พยายามรับประทานผัก ผลไม้หลายๆสี ควรเลือกซื้อและรับประทานผัก ผลไม้ที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติและปลูกในประเทศ รวมทั้งรับประทานผัก ผลไม้ตามฤดูกาล นี่ไม่ใช่ว่ามันจะมีราคาถูกกว่าเท่านั้นนะครับ แต่ผัก ผลไม้สดที่ปลูกในประเทศจะมีวิตามินเหลืออยู่มากกว่า ถ้าหากว่าเลือกได้ ควรรับประทานผัก ผลไม้สดที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติและไม่ผ่านการแปรรูป (หรือจะเป็นแบบออร์แกนิคก็ได้ครับ) แต่จำไว้ว่าการรับประทานผัก ผลไม้ สดที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติ ก็ยังดีกว่าไม่ได้รับประทานผัก ผลไม้สดเลย แต่ถ้าผัก ผลไม้นั้นไม่ได้ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติก็ควรนำไปล้างน้ำให้สะอาด และสำหรับผักที่มีใบเยอะเช่นผักกาดหอม ก็ให้ดึงใบที่อยู่ด้านนอกออกด้วย
  • การซื้ออาหารสดบ่อยๆ และรับประทานหลังจากซื้อทันที จะดีกว่าการออกไปซื้อของสัปดาห์ละครั้งหรือสองอาทิตย์ครั้ง เพราะการเก็บอาหารเหล่านั้นไว้ในตู้เย็นจะทำให้วิตามินในอาหารเหล่านั้นหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าคุณไม่สามารถซื้อผักและผลไม้สดได้ ก็ให้เลือกซื้อผักและผลไม้สดแช่แข็งไว้ทานแทนก็ได้ครับ
  • 80 % ของอาหารที่คุณรับประทานแต่ละมื้อควรจะเป็นผัก ส่วนอีก 20 % อาจเป็นโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ( เช่นไก่หรือปลา ) ธัญพืชหรือผัก
  • นิสัยการรับประทานอาหารตามปกติของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำเป็นส่วนใหญ่คือสิ่งที่มีความสำคัญ คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดที่จะรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพในบางครั้งคราว แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ เราต้องมีความสุขกับการรับประทานอาหาร และการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพต้องไม่กลายเป็นความหมกมุ่นของเรา

10 มิถุนายน 2554

ทำยังไงดีเมื่อ..."ท้องผูก"

ทำยังไงดีเมื่อ..."ท้องผูก"




          "แย่จัง !!! ทำยังไงดี ถ่ายท้องไม่ออกมาหลายวันแล้วอ่ะ" หลายๆท่านคงเคยประสบปัญหาอาการท้องผูกหรือเคยได้ยินเพื่อนๆหรือคนข้างๆบ่นให้เราได้ยินกันมาบ้างใช่ไหมครับ แน่นอนครับ การถ่ายวันละหนึ่งครั้งนั้นย่อมดีกับสุขภาพ แต่การถ่ายไม่ออกหรือที่เรียกว่า "อาการท้องผูก"นั้น เกิดจากปัจจัยมากมายหลายอย่างด้วยกัน รวมถึงอาหาร ยา กิจกรรมที่ร่างกายทำ และความเครียดที่รบกวนการทำงานของลำไส้ แทนที่จะพึ่งยาถ่าย เรามีวิธีการทำให้ลำไส้กลับมาทำงานปกติดังเดิมได้โดยการปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินชีวิต และขอแนะนำนะครับว่าควรหลีกเลี่ยงยาถ่ายที่มีน้ำมันจากแร่ธาตุหรือเกลือโดยเด็ดขาด

          ครับ วันนี้เรามีหลากหลายวิธีที่จะมานำเสนอให้กับหลายๆท่านที่ประสบปัญหาอาการท้องผูกนี้ ว่าแล้วก็มาดูกันเลยดีกว่านะครับว่ามีวิธีอะไรบ้าง

-  ดื่มน้ำให้มากขึ้น เพราะการขาดความชุ่มชื้นทำให้ท้องผูกและอุจจาระแข็ง ควรดื่มน้ำหนึ่งแก้วให้ได้ในทุกๆชั่วโมง
-  รับประทานกากใยจากผักและผลไม้ (ถ้าปลูกเองหรือเป็นผักออร์แกนิคได้ก็จะยิ่งดีนะครับ) ให้มากขึ้น -  ลองรับประทานอาหารที่ไม่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม ถ้าเป็นไปได้ให้รับประทานขนมปังที่ทำจากธัญพืชทั้งเมล็ด เกลือชนิดหยาบ ผักสด และมันฝรั่งทั้งเปลือก
-  อาหารที่มีกากใยช่วยลดการดูดซึมแร่ธาตุ ดังนั้นต้องรับประทานแร่ธาตุให้พอเพียง
-  น้ำมันจากต้น Flax หรือ Chia รับประทานไปพร้อมกับโยเกิร์ต ของหวาน ซุปหรือสลัดก็ได้ Flax และ Chia เป็นพืชที่อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 ระบบกรดไขมันที่สมดุลจะช่วยทำให้คุณถ่ายคล่องขึ้น
-  รับประทาน psyllium ให้มาก รวงของ psyllium เป็นแหล่งกากใยที่ย่อยได้และไม่ได้ชั้นเลิศ เพราะมันใช้ผลิตยาถ่ายหลายตัว เมล็ด psyllium นั้นบดขายเป็นผง มีขายที่ร้านอาหารสุขภาพมากมาย นอกจากนี้ psyllium ยังมีขายแบบเป็นเม็ด แต่มักจะปรุงแต่งสีและรส เพราะฉะนั้นให้ดื่มน้ำตามมากๆ มิเช่นนั้นอาจจะทำให้ท้องผูกกว่าเดิมได้ เริ่มรับประทานผง psyllium หนึ่งช้อนโต๊ะ ละลายกับน้ำผลไม้แก้วใหญ่ ถ้ายังท้องผูกอยู่ให้ดื่มวันละแก้ว
-  ออกกำลังกายให้มากขึ้น เพราะถ้าไม่ออกกำลังกายลำไส้ก็จะทำงานได้ไม่ดี
-  รับประทานคาเฟอีนพอประมาณ แรกๆกาแฟอาจจะดูเหมือนเป็นยาถ่าย แต่ในระยะยาว การดื่มกาแฟมากเกินไปจะทำให้ลำไส้ทำงานไม่สม่ำเสมอ สำหรับคนที่ดื่มกาแฟน้อย การดื่มกาแฟอาจช่วยแก้ปัญหาท้องผูกเป็นครั้งคราวได้
-  นิโคตินก็เช่นกัน นิโคตินช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ แต่ว่าทำลายสมดุลตามธรรมชาติในแบบที่สารกระตุ้นอื่นๆ เช่น โคเคน แอมเฟตามีน และเอฟีดรีนทำ และในระยะยาวกทำให้ท้องผูกเรื้อรังด้วย
-  หลีกเลี่ยงยาถ่ายสมุนไพร มันไม่ได้ปลอดภัยเหมือนอย่างที่คิด มันอาจจะได้ผลทันที แต่ถ้าใช้เป็นระยะเวลานานอาจมีอันตรายได้ หากจำเป็นจริงๆ ขอแนะนำให้ใช้ Rheum Officinale(รากของรูห์บาร์บ) มีจำหน่ายตามร้านขายอาหารสุขภาพทั่วไป
-  ลองเทคนิคการผ่อนคลาย (โยคะและการบริหารลมหายใจ) Constipation นั้นเกิดจากระบบประสาทไม่อยู่ในภาวะที่สมดุล

6 มิถุนายน 2554

ทำไม...ต้องออร์แกนิค (Why it is better to buy organic)

  ทำไม...ต้องออร์แกนิค (Why it is better to buy organic)
        
             
          คนจำนวนมากขึ้นเริ่มเชื่อว่าอาหารออร์แกนิคนั้นดีกว่า และพวกเขาพร้อมที่จะจ่ายเงินมากขึ้นเพื่ออาหารที่มีคุณภาพที่มากขึ้น อาหารออร์แกนิคมีสารอาหารมากกว่าและมีรสชาติดีกว่า แต่มันยังมีส่วนที่ดีมากกว่านั้นอีก
          ระบบนิเวศวิทยาที่ดีเกิดขึ้นจากดุลยภาพ เกษตรกรรมของการปลูกพืชออร์แกนิคจะเคารพกฏข้อนี้ การปลูกพืชแบบออร์แกนิคหมายความว่าพืชถูกปลูกอย่างถะนุถนอมในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติเกิดขึ้นจากการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน และมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคเกิดขึ้นจากความรู้ความชำนาญ และผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำลายดิน พืช สัตว์ อากาศ น้ำและคนในบริเวณนั้น ความรู้ความชำนาญทางด้านชีววิทยานี้ได้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่สมัยที่มนุษย์เริ่มทำเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์ จนกระทั่งเมื่อปลายศตวรรษที่ 20 นี่เองที่การเกษตรกรรมและการทำสวนเปลี่ยนแปลงไปและกลายเป็นเกษตรกรรมที่เกิดจากการใช้ปุ๋ยสังเคราะห์และยาฆ่าแมลง
          เกษตรกรรมออร์แกนิคไม่เพียงช่วยให้ธรรมชาติปลอดจากสารพิษ สารเคมีอันตรายเท่านั้น แต่พวกมันยังช่วยให้เรามั่นใจว่าจะไม่มีสารพิษปนเปื้อนอยู่กับอาหารในจานหรือร่างกายเรา เกษตรกรที่ปลูกพืชแบบออร์แกนิคจัดการกับโรคพืชต่างจากเกษตรกรทั่วไป และแทนที่พวกเขาจะพยายามหลีกเลี่ยงการคุกคามของโรคพืชด้วยการพ่นสารพิษลงบนพืช พวกเขากลับมองว่าโรคระบาดและโรคพืชทั่วๆไปเป็นการบ่งอกถึงปัญหา เป็นเหมือนสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่สมดุลทางนิเวศวิทยาที่ต้องการการแก้ไข เกษตรกรที่ปลูกพืชแบบออร์แกนิคไม่คิดว่าแมลง วัชพืช และโรคพืชเป็นปัญหา แต่เป็นเพียงสิ่งเตือนถึงปัญหาที่แท้จริง เช่น ดินที่ใช้ปลูกไม่มีคุณภาพ
          อาหารออร์แกนิคได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีแร่ธาตุและสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากกว่าอาหารทั่วๆไป ในการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างผักออร์แกนิคและผักทั่วไป (ผักกาดหอม ถั่วเขียว กะหล่ำปลีสีขาว มะเขือเทศ และผักโขม) พิสูจน์ว่าผักออร์แกนิคมีปริมาณมากกว่า และผักทั่วๆไปบางชนิดไม่มีแร่ธาตุอยู่เลย ผลการทดลองระบุว่าผักออร์แกนิคมีแร่ธาตุที่จำเป็น (โบรอน แคลเซียม โครเมียม ทองแดง สังกะสี ไอโอดีน แมกนีเซียม แงกานีส ฟอสฟอรัส เซลิเนียม ฯลฯ) มากกว่าถึง 4 เท่า และมีสารพิษ (อะลูมิเนียม และสารตะกั่ว) อยู่น้อยกว่ามาก โดยเฉลี่ยแล้วผักออร์แกนิคจะมีสารอาหารมากว่าผักทั่วไปที่ขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตประมาณ 2 เท่า
          ผลการวิจัยอีกชิ้นเป็นการวิจัยเดี่ยวกับโปรตีนที่มีในธัญพืชข้าวโอ๊ต และอัลแฟลฟ่า ซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่ว ที่ผ่านกระบวนการทางเคมี ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าธัญพืชที่ทดลองมีโปรตีน 8 % ข้าวโอ๊ตมีโปรตีน 8-9 % และอัลแฟลฟ่าซึ่งเป็นพืชตระกูลถั่ว มีโปรตีน 17.7 % ในขณะที่พืชออร์แกนิคชนิดเดียวกันมีโปรตีนถึง 17 % ,17.6 % และ 26 % ตามลำดับ ส่วนประกอบของน้ำตาลที่ได้จากหัวบีทรูททั่วๆไป ให้น้ำตาลเพียง 12.1 % นอกจากนั้นแครอทที่ปลูกแบบออร์แกนิค มีเบต้า แคโรทีนมากกว่าแครอททั่วไป ขึ้นฉ่ายออร์แกนิคมีวิตามินซีมากกว่า และมะเขือเทศออร์แกนิคก็มีวิตามินซีและแคลเซียมมากกว่าผักประเภทเดียวกันที่ไม่ได้ปลูกแบบออร์แกนิค ผักที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยสังเคราะห์จะมีวิตามินบีน้อย
          การวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่ายาฆ่าแมลงและยาฆ่าวัชพืชนั้นสามารถกำจัดสารอาหารออกจากผักบางชนิดหรือสามารถเปลี่ยนให้สารอาหารกลายเป็นสารพิษได้ ตัวอย่างเช่น ยาฆ่าแมลงจะขจัดสารเบต้า แคโรทีนจากพืช การเกษตรกรรมแบบเก่าให้ผลผลิตที่มีคุณภาพต่ำ ไม่ใช่แค่ทำให้อาหารมีคุณค่าน้อยลง แต่มันยังปนเปื้อนสารพิษซึ่งในที่สุดก็จะเข้าสู่ร่างกายของเรา
          การเกษตรกรรมแบบออร์แกนิคยังมีผลดีอีกประการคือ เกษตรกรที่ปลูกพืชออร์แกนิคจะพยายามปลูกพืชที่หลากหลาย การเกษตรเพื่อการพาณิชย์ที่มักจะปลูกพืชประเภทเดียวบนดินเดิมจะทำให้พืชดูดสารอาหารประเภทเดียวจากดินปีแล้วปีเล่าและทำให้ดินขาดสารอาหาร และเมื่อเวลานานเข้าพืชที่ปลูกบนดินนั้นจะมีสารอาหารน้อยลงตามไปด้วย และมีแนวโน้มที่จะติดโรคได้ง่าย ยาฆ่าแมลงจะถูกนำมาใช้มากขึ้น และนี่จะกลายเป็นวงจรที่อันตรายมาก เกษตรกรที่ปลูกพืชแบบออร์แกนิค มุ่งเน้นที่จะปลูกพืชให้มากชนิดเท่าที่จะทำได้ เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาสามารถเก็บเกี่ยวผลิตผล เมล็ดพันธุ์และหน่อของพืชหลากชนิดที่ปลูกในพื้นที่นั้น นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำไมร้านค้าที่ขายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมักมีผักและผลไม้ที่ไม่มีขายตามซุปเปอร์มาเก็ตทั่วๆไป
          เหตุผลที่สำคัญที่สุดที่คุณควรบริโภคอาหารออร์แกนิคก็คือ รสชาติ ดินที่ใช้ปลูกพืชออร์แกนิคนั้นเป็นดินที่มีคุณภาพและมีความสมดุล พืชผัก ผลไม้ที่ปลูกจึงแข็งแรงและมีรสชาติดี สี กลิ่นและรสชาติของผักผลไม้ที่สดนั้นเป็นสิ่งสะท้อนถึงคุณค่าทางอาหาร เช่น เกลือแร่ แร่ธาตุ วิตามิน เอนไซม์ โปรตีน น้ำตาล ฯลฯ ที่มีในผักผลไม้ชนิดนั้นๆ และยังสะท้อนถึงคุณภาพของดินที่ใช้ปลูกอีกด้วย รสชาติของผักต่างๆ และสี ไม่ว่าจะเป็นสีแดงสดของหัวบีทรูท สีส้มเข้มของฟักทอง และสีเขียวเข้มของกะหล่ำปลี จะมีสีเข้มขึ้นหรือรสชาติดีขึ้น เมื่อดินที่ใช้ปลูกได้รับการปรับปรุงคุณภาพ พืชผลที่ปลูกในดินที่ใส่ปุ๋ยเคมีจะมีรสชาติไม่อร่อย และกลิ่นไม่หอมเท่ากับพืชผลที่ปลูกแบบออร์แกนิค ทำไมไม่ลองพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองดูว่า แอปเปิ้ลและมะเขือเทศที่สุกเองตามธรรมชาติจะมีรสหวานและมีน้ำเยอะไหม แครอทที่ปลูกแบบออร์แกนิคจะหวานและกรอบอร่อย ทั้งยังมีรสชาติดีหรือไม่ และเนื้อสัตว์ออร์แกนิคนั้นจะเนื้อแน่น หวาน นุ่มจริงหรือ
          เป็นความจริงที่พืชผลออร์แกนิคมักมีหน้าตาที่ไม่น่ารับประทานนัก ผักกาดหอม อาจจะเปื้อนดิน ผลแอปเปิ้ล มีร่องรอยการกัดแทะของหนอน และลูกแพร์อาจมีรอยช้ำแต่นั่นเป็นธรรมชาติของพืชผักเหล่านี้ แอปเปิ้ลที่เขียวสด ไม่มีรอย ผักกาดหอมที่ไม่มีรอยแมลงจะมีประโยชน์อย่างไรหากมันไม่มีรสชาติ หรือสเต๊คจะดีต่อร่างกายได้อย่างไร หากปนเปื้อนไปด้วยสารฮอร์โมน???
          แต่อย่างไรก็ตาม เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยวิธีธรรมชาติหรือเนื้อสัตว์ออร์แกนิคนั้นก็มีขายเช่นกัน ข้อดีของเนื้อสัตว์ออร์แกนิคก็คือพวกมันจะไม่มีฮอร์โมนและสารปฏิชีวนะปนเปื้อน ผลการวิจัยได้สรุปว่าร่างกายของผู้ชายที่รับประทานอาหารออร์แกนิคนั้นสามารถผลิตเซลล์สเปิร์มที่มีคุณภาพสูงได้อย่างไม่คาดคิด และชายที่รับประทานอาหารออร์แกนิคนั้นสามารถผลิตสเปิร์มได้มากกว่าชายที่ไม่ได้รับประทานอาหารออรืแกนิคถึง 2 เท่า ส่วนสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็คือ สารเคมีและยาฆ่าแมลงนั้นคล้ายกับฮอร์โมน และพวกมันจะทำให้เกิดความไม่สมดุลย์ของฮอร์โมนในร่างกายได้ ซึ่งนั่นอาจเพิ่มความเสี่ยงเรื่องปัญหาการสืบพันธุ์ และเพิ่มจำนวนฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดมะเร็ง จำนวนของผู้ป่วยมะเร็งลูกอัณฑะในประเทศตะวันตกนั้นเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าในระยะเวลาเพียง 15 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ชายจำนวนมากขึ้นต้องต่อสู้กับปัญหาการสืบพันธุ์เนื่องจากจำนวนสเปิร์มที่ลดลง และในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จำนวนเด้กผู้ชายที่ประสบปัญหาลูกอัณฑะไม่ทิ้งตัวลงมานั้นเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และเด็กหลายคนที่ถึงแม้ลูกอัณฑะทิ้งตัวมาแล้ว ก็ยังประสบปัญหาการสืบพันธุ์เมื่อโตขึ้น กล่าวกันว่าการที่ลูกอัณฑะไม่ทิ้งตัวลงมาเมื่อเกิดและการเป็นโรคมะเร็งลูกอัณฑะนั้นมีความสัมพันธ์กัน นอกจากนี้เนื้อสัตว์ที่มีฮอร์โมนเร่งการเติบโตและผัก ผลไม้ที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลง ยังทำให้ผู้หญิงมีความเสี่ยงต่อมะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติของออร์โมนมากกว่าผู้ชาย ผลการวิจัยพบว่า DDT สารฆ่าแมลงและสารเคมีอื่นๆ ที่ใช้ในการเพาะปลูกมีผลก่อให้เกิดมะเร็งเต้านม