20 มีนาคม 2558

YOYO Effect

โยโย่ เอฟเฟค ???


เป็นคำที่ใช้เรียกลักษณะของการเหวี่ยงขึ้นอย่างรวดเร็วของน้ำหนักตัว คำว่าโยโย่ ก็คือลูกข่างชนิดนึงซึ่งหมุ่นโดยเเกน เเละเชือก เวลาเราเล่นโยโย่ เราจะต้องจับลูกโยโย่โยนลงพื้น โดยถ้าหากเราส่งเเรงน้ำหนักทิ้งลงไปมาก ลูกโยโย่ก็จะดีดกลับขึ้นมาเร็วเเละเเรง ซึ่งเปรียบได้กับการเหวี่ยงตัวขึ้นของน้ำหนักตัวหลังจากทำการลดน้ำหนักอย่างผิดวิธีว่าเป็น โยโย่ เอฟเฟค

โยโย่ เอฟเฟค  คืออะไร

เป็นคำถามที่ใคร ๆ ต่างคิดว่า การเกิดโยโย่ เอฟเฟค นั้น เป็นการเกิดจากการทานยาลดความอ้วนเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการเกิด  โยโย่ เอฟเฟค นั้น ยังสามารถเกิดจากการที่เราพยายามควบคุมอาหาร หรือการเปลี่ยนชนิดอาหาร ดังนั้นมันจึงไม่ได้เกิดจากการทานยาลดความอ้วนได้เพียงอย่างเดียว
ซึ่งถ้าจะพูดกันไปแล้วมันก็คือภาวะการขาดความสมดุลของร่างกายนั่นเอง ด้วยความที่ร่างกายของเรามีความสลับ ซับซ้อน เพราะระบบการทำงานสามารถสั่งได้ ด้วยกิจวัตรประจำวัน สมดุลเคมี ฮอร์โมนจาก ต่อมไร้ท่อ ระบบประสาทส่วนกลาง และอื่นๆอีกมาก และร่างกายของคนเราก็อาศัยความเคยชินกับปริมาณอาหารและปริมาณแคลลอรี่ ที่ได้รับในแต่ละวัน รวมถึงกิจกรรมต่างๆที่เราทำในแต่ละวัน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดขนาดของเมตาบอลิซึ่ม (การเผาผลาญพลังงานในร่างกาย)
         ซึ่งจะต้องทำงานควบคุมกับการผลิต ฮอร์โมนบางตัวจากต่อมไร้ท่ออย่าง ไทรอยด์ฮอร์โมน เพื่อควบคุมการเผาผลาญพลังงาน ความสมดุลของการกิน การใช้พลังงานและ ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนในคนปกติจะแตกต่างจากผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ (มี 2 แบบ คือทำงานมากไปกับน้อยไป ถ้ามากไปก็จะไปกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มมีมากเกินไป ก็จะทำให้ผอม ใจสั่น เหนื่อยง่าย ถ้าน้อยไปจะอ้วนง่าย เฉื่อยชา หนาวง่าย เพราะเมตาบอลิซึ่มน้อยเกินไป)
         การลดน้ำหนักโดยการลดปริมาณอาหารที่ ทาน หรือเปลี่ยนชนิดอาหาร เพื่อควบคุมแคลลอรี่ที่ได้รับให้แต่ละวัน เป็นวิธีที่นิยมและน่าจะไม่เป็นอันตราย อย่างสูตร เท่านั้นเท่านี้วันอย่างที่ใช้ๆกันอยู่ มันก็เป็นวิธีที่ดีและถูกต้อง เช่น ปกติเราใช้พลังงานวันละ 800 – 1,200 kcal ถ้าเราทานอาหารวันละ 400 kcal เราก็จะสามารถดึงของเก่าที่เราสะสมใน ร่างกายเราออกมาใช้ได้วันละ 400 – 600 kcal
  แต่ถ้าเราลดปริมาณอาหารลงอย่างรวดเร็วติดต่อกันสัก 3 วัน ร่างกาย จะรับรู้ไปว่า ชั้นกำ...ลัง...จะ...อด...ตาย ช่วยด้วย !!!” ดังนั้นร่างกายก็จะลดการเผาผลาญของพลังงานลง จากวันละ 800-1200 kcal เป็น 400-600 kcal เพื่อเป็นการกักเก็บ และสะสมไว้ให้มากที่สุด เพราะร่างกายกลัวจะอดตาย ดังนั้นในช่วงแรกๆน้ำหนักก็จะลดลงเร็วมาก แต่พอผ่านไปได้อีกซักระยะ มันก็ไม่ลงซักขีด และเราก็จะท้อ ขอพอดีกว่า ไม่เอาดีกว่า แล้วก็กลับมากินอย่างเดิมๆแบบที่เคยชิน
  แต่ร่างกายที่กำลังจะอดตายของเรากลับยังเผาผลาญวันละ 400 kcal เท่านั้นเอง หมายความว่าเราเหลือวันละ 800 kcal ที่เปลี่ยนเป็นไขมันไปกักเก็บตามส่วนต่างๆ เหมือนเดิม จากที่ลดไป 9 กิโล ก็สามารถกลับมาเพิ่มอีก 15 กิโลได้อย่างง่ายดาย (สุดยอดเลยเน๊อะ)
ดังนั้น วิธีการสำหรับการลดน้ำหนักที่ได้ผลในระยะยาวคือการควบคุมอาหารอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับออกกำลังกาย(ด้วยนะจ๊ะ) เพื่อเป็นการคงระดับของเมตาบอลิซึ่มให้พอดี กับอาหารที่ทาน และกิจกรรมที่ทำ
  กรณีสูตรเท่านั้นเท่านี้วัน เนี่ยมันก็ดีนะครับ สามารถลดได้เร็วและเป็นแรงผลักที่ดีให้กับที่อยากลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน แต่เมื่อลดได้แล้ว สิ่งที่สำคัญหลังจากนั้นคือ คุณต้องควบคุมปริมาณอาหารอย่างต่อเนื่อง (ไม่ใช่ลดได้แล้วก็ไปเลี้ยงฉลอง แล้วก็กลับมาสู่วัฏจักรเดิมๆ)ทั้งนี้ก็เพื่อให้ร่างกายชินกับปริมาณอาหารที่ได้รับ จนไม่เกิดอาการคิดว่าจะอดตายแล้ว จากนั้นก็ค่อย ๆ ปรับมากินให้เหมาะกับปริมาณของแคลอรี่ที่ควรได้รับในแต่ละวันของคุณเอง
ดังนั้นอุปนิสัยในการกินของคุณต่างหากที่เป็นเหตุผลสำคัญในการกำหนดน้ำหนักของตัวคุณ !!!

Note : เมื่ออายุของคุณเริ่มมากขึ้น (โดยเฉพาะในวัยขึ้นเลข 3) ระดับของเมตาบอลิซึ่ม ก็จะลดลงซึ่งสวนทางกับอายุ ดังนั้นคุณจึงควรจะควบคุมปริมาณแคลอรี่ให้ลดลง และควรเพิ่มกระบวนการเมตาบอลิซึ่มขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกายนะครับ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น