ปริมาณ 2 ใน 3 ของร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วยน้ำ และแท้จริงแล้ว น้ำถือเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ถ้าหากร่างกายขาดน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ กระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายก็จะเริ่มหยุดการทำงาน และก็จะถึงแก่ความตายในที่สุด ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ร่างกายสามารถอยู่รอดได้เป็นเวลานานหากปราศจากอาหาร (กินเวลาประมาณ 2 เดือน) แต่จะอยู่ได้เพียงไม่กี่วันถ้าหากไม่ได้รับน้ำหรือของเหลวอื่น ตามทฤษฎีแล้ว ร่างกายของคนที่มีสุขภาพแข็งแรงและรับประทานอาหารตามปกติจะต้องได้รับน้ำเพื่อไปใช้ในการทำงานของร่างกายประมาณ 3 ลิตร/วัน โดยที่ 2 ใน 3 ของปริมาณดังกล่าวจะต้องอยู่ในรูปของของเหลว ส่วนอีกหนึ่งในสามจะเป็นน้ำที่เราได้จากผักหรือผลไม้ จากส่วนที่เป็นน้ำในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมและธัญพืช เนื้อสัตว์และปลา แล้วท้ายที่สุด ร่างกายก็จะได้รับน้ำจากกระบวนการการย่อยสลายกลูโคส (Glucose combustion)
แค่ดื่ม...ก็ได้เรื่อง
คือเป็นเรื่องที่ดีนะครับ
เพราะร่างกายต้องการน้ำในปริมาณที่มาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะดื่มน้ำอะไรก็ได้ (แน่ะ
คุณนึกถึงเบียร์หรือไวน์อยู่รึปล่าวครับ )
หลายคนเลือกที่จะดื่มกาแฟหรือน้ำอัดลมในปริมาณที่เรียกได้ว่าแทบจะดื่มแทนน้ำเปล่า
ในขณะที่หลายคนก็คิดว่าดื่มน้ำผลไม้แทนการดื่มน้ำอัดลมจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า
แต่เครื่องดื่มที่ดีที่สุดกับสุขภาพร่างกายของคุณ หาใช่สิ่งหล่านั้นไม่
แต่ทว่ากลับเป็น น้ำเปล่าครับ น้ำเปล่าบริสุทธิ์เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดกับสุขภาพของคุณครับ
เพื่อสุขภาพที่ดี
คุณควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8
แก้ว/วัน (ลืมน้ำอื่นๆที่คุณคิดไปก่อนนาครับ เพราะน้ำที่ผมแนะนำให้คุณดื่มอาจจะไม่ใช่อย่างที่คุณคิด)
ชาเขียว(ร้อน)อย่างน้อย 3 แก้ว/วัน ไวน์แดง 1-2 แก้ว
และพยายามจำกัดการดื่มกาแฟ(หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน) ให้เหลือเพียง 1-2
แก้ว/วัน
น้ำ
เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อโลกและเหล่ามนุษยชาติ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายนะครับ
ที่โลกของเรามีปริมาณน้ำบริสุทธิ์เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น เพราะน้ำส่วนใหญ่ของเราถูกปนเปื้อนไปด้วยสารพิษ
สารเคมี ทั้งจากอุตสาหกรรม เกษตรกรรม เขตชุมชนเมือง สารแคมีใช้เพื่อทำความสะอาด
ฐานทัพ ท่อทิ้งของเสีย กากสารเคมี เครื่องทำความร้อนจากน้ำมัน เชื้อเพลิงซึ่งฝังอยู่ใต้ดิน
เป็นต้น
โดยสิ่งเหล่านี้ต่างเป็นต้นเหตุจากการเป็นตัวสร้างมลพิษให้กับทางน้ำและแหล่งน้ำใต้ดิน
ยาฆ่าแมลง น้ำมันเบนซินและตัวทำละลายชนิดอื่นที่ใช้ในอุตสาหกรรม น้ำมันปิโตรเลียม
สาร Trihalomethane (สารที่ได้จากคลอรีน)
และสารเคมีที่เป็นพิษอื่นๆ ต่างเป็นสิ่งมีพิษที่มักจะพบในน้ำ
หรือฝนกรดซึ่งเป็นผลของมลพิษทางอากาศ
ก็เป็นตัวชะล้างสารอะลูมิเนียมที่อยู่ในดินที่ใส่ปุ๋ยเคมี และจากแหล่งอื่นๆออกมา
แล้วสารอะลูมิเนียมเหล่านี้ก็จะไหลลงไปสะสม
รวมตัวกันอยู่ในแหล่งน้ำใต้ดินและทางน้ำต่างๆ
จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่แทบจะไม่มีใครคิดจะดื่มน้ำประปา
ถึงแม้ว่าบริษัทที่ให้บริการน้ำประปาและรัฐบาลต่างพยายามรณรงค์ที่จะให้เราดื่ม
และบอกเราเสมอๆว่า “น้ำประปาดื่มได้” หรือ
“น้ำประปา สะอาด
ปลอดภัย ” คุณภาพน้ำประปาที่เราใช้ จะแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค
และอาจจะแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงเวลาด้วย ดังนั้น ผมขอให้คำแนะนำแก่คุณว่า
อย่าดื่ม หรืออย่านำมาทำอาหาร หรือชงชา/กาแฟ แต่ถ้าจะต้องใช้จริงๆ
ผมขอแนะนำเพิ่มอีกอย่างว่าให้ติดตั้งระบบกรองน้ำแบบ Reverse osmosis เพื่อกรองน้ำให้สะอาดบริสุทธิ์ขึ้น
วิธีกรองน้ำในแบบต่างๆ
การกรองด้วยถ่านกัมมันต์ (Activated
Charcoal Adsorption) : ระบบการกรองด้วยถ่านกัมมันต์จะช่วยกำจัดสารคลอรีนออกไปได้บางส่วน
กำจัดกลิ่นคาว กลิ่นเหม็นอับ และสิ่งเจือปนอื่นๆ ได้มากมาย ยกเว้นพวก สารฟลูออไรด์
ยาฆ่าแมลง และโลหะหนัก วิธีนี้จะทำให้พวกเหล่านี้จะไม่ถูกกำจัดออก
และคุณจำเป็นต้องเปลี่ยนไส้กรองเป็นประจำ
เพื่อกันสารตกค้างเหล่านี้ที่สะสมเนื่องจากการใช้เป็นระยะเวลานานๆ ถ่านดูดกลิ่น (Silver
carbon) ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ
แต่ก็ยังมีอนุมูลของถ่านที่ปนเปื้อนอยู่ดี
การกลั่น (Distillation)
: น้ำที่ถูกกลั่นจนระเหยเป็นไอและควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ
เพื่อให้แร่ธาตุที่ละลายอยู่ในน้ำ สารเคมี และสิ่งเจือปนต่างๆ
ตกตะกอนอยู่ในหม้อต้ม แต่สารปนเปื้อนบางอย่าง (เช่น Trihalomethane จากคลอรีน)
จะมีจุดเดือดต่ำกว่าน้ำ และยังคงอยู่ในน้ำที่กลั่นออกมาแล้ว มาตรฐานน้ำดื่มที่ดี
จะถูกต้มจนเดือดที่อุณหภูมิ 159 องศาเซลเซียส ส่วนการกลั่น
จะอยู่สูงถึงที่ 180 องศาเซลเซียส
ดังนั้นการดื่มน้ำกลั่นจึงดีกว่าการดื่มน้ำประปาแน่นอน
การกรองด้วยวิธี Reverse Osmosis
: โดยใช้อุปกรณ์พิเศษที่ดันให้น้ำไหลผ่านไส้กรองแบบเลือกผ่าน (Semi-permeable
filter) เพื่อดักเอาสิ่งเจือปนและสารปนเปื้อนที่มีอนุมูลขนาดใหญ่เอาไว้
จะไม่มีการให้ความร้อนกับน้ำ แต่แร่ธาตุส่วนใหญ่และสารพิษในน้ำจะถูกกรองออกไป
และได้น้ำบริสุทธิ์ซึ่งสามารถใช้ดื่มได้ออกมา เนื่องจากเราได้แร่ธาตุที่เพียงพอจากอาหารที่เราทานแล้ว
(ผัก)
การทำให้น้ำกระด้างด้วยวิธีการแลกเปลี่ยนไอออน
(Water softeners via Ion Exchange)
: ทำง่ายๆได้โดยการเติมเกลือลงไปในน้ำ
ซึ่งเราไม่แนะนำให้ดื่มน้ำที่ได้จากวิธีนี้นะครับ
เพราะการบริโภคเกลือที่มากเกินไปจะส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพ น้ำที่มีความกระด้างน้อยลงนี้
จึงเหมาะแก่การนำไปซักล้างมากกว่า (หรือจะใช้ซักผ้าหรืออาบก็ได้)
แต่ไม่แนะนำให้นำมาบริโภคนะครับ
แหล่งน้ำจากธรรมชาติ (Source
water) : แหล่งน้ำที่ได้จากใต้ดินนี้
จะมีความบริสุทธิ์และถูกกลั่นกรองมาจากธรรมชาติ เนื่องจากน้ำจะถูกดันให้ไหลผ่านลงไปยังชั้นต่างๆ
ของดิน ดังนั้น น้ำจากแหล่งธรรมชาติจึงเป็นแหล่งของแร่ธาตุชั้นดี
น้ำดื่มบรรจุขวด (Bottle water)
: น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีปัจจัยเสี่ยงน้อยที่สุด
เนื่องจากมีแร่ธาตุเป็นจำนวนมาก มีระบบความเป็นกรดที่เหมาะสม
และมีปริมาณเกลือในระดับปกติ
เพื่อสุขภาพที่ดี
น้ำที่เหมาะสมสำหรับการดื่ม
คือน้ำที่ได้จากการทำให้บริสุทธิ์ด้วยวิธีการกรองแบบ Reverse Osmosis
น้ำดื่มบรรจุขวดคุณภาพสูงได้แก่พวกน้ำแร่ต่างๆ
และน้ำที่เหมาะสมสำหรับการดื่มไม่ควรจะมีโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ และควรมีเกณฑ์ต่างๆดันนี้ครับ
-
ค่าความต้านทานของน้ำที่ดีต่อสุขภาพควรจะอยู่ที่
5,000 โอห์ม แต่น้ำประปาไม่จำเป็นจะต้องมีค่าเท่านี้
และจะมีค่าสูงกว่านี้มาก เนื่องจากเป็นน้ำที่มีแร่ธาตุอยู่ในปริมาณสูง
-
ค่า pH
ของน้ำแร่ที่ดีควรอยู่ระหว่าง 5 และสูงสุดไม่ควรเกิน 7
น้ำที่มีค่า pH สูงกว่า 7 จะทำให้น้ำมีความเป็นด่างสูง
และถือว่าเป็นพิษ
น้ำที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อน้ำพุร้อนจะมีความดันของอิเล็กตรอนอยู่ระหว่าง
4 ถึง 25 rH2 ส่วนระดับความดันของอิเล็กตรอนที่สูงกว่านี้
(มากกว่า 35 rH2)
แสดงให้เห็นว่ามีเชื้อราและแบคทีเรียปนเปื้อนอยู่ในน้ำ
อาการขาดน้ำ
ความรู้สึกกระหายน้ำเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าร่างกายขาดน้ำถึงขีดสุดแล้ว
คุณต้องพยายามเลี่ยงความรู้สึกกระหายน้ำด้วยการจิบน้ำทีละน้อยแต่บ่อยๆ
ในระหว่างวัน โดยคุณอาจจะกำหนดให้ตัวเองต้องดื่มน้ำ 1
แก้วทุกๆ 1 ชั่วโมง โดยสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณขาดน้ำอย่างชัดเจนคือ
-
ปวดศีรษะ
-
ปัสสาวะมีสีเข้ม
-
อ่อนเพลีย
-
ผิวแห้งและซีดเซียว
-
รู้สึกคลื่นไส้
-
ขาดสมาธิ
-
เกิดอาการเบลอ
และการขาดน้ำยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดนิ่วในไตอีกด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น