7 มีนาคม 2558

หวาน...ซ่อนพิษ

หวาน...ซ่อนพิษ

             
 ครับ คุณได้ยินไม่ผิดหรอกครับ ความหวานที่เราชอบบริโภค ความวานที่ให้พลัง ทานไปแล้วรู้สึกกระชุ่มกระชวย เสมือนได้กินยาวิเศษ แต่นั่นคือหลุมพรางของมัน มันไม่ใช่แค่จะทำให้คุณมีไขมันในร่างกายมากเกินความต้องการเท่านั้นนะครับ เพราะมันนำมาซึ่งโรคภัยต่างๆอีกมายมายสารพัด เช่น โรคเบาหวาน (อันนี้เป็นอันดับต้นๆที่เราๆท่านๆต่างนึกออกและทราบกันดี) และถ้าหากเป็นโรคเบาหวาน คุณก็จะไม่ได้เป็นแค่โรคนั้นโรคเดียวนะครับ เพราะเค้ามาเป็นแพคเก็ตครับ ชอบมั๊ยครับ ของแถม เป็นผม ผมไม่ชอบนะครับของแถมแบบนี้ 555 ครับผมคิดว่าคุณคงพอจะทราบแล้วนะครับ ว่ามีโรคอะไรที่มาเป็นแพคเก็ตกับโรคเบาหวานนี้ แต่ว่าคุณพอจะทราบเพิ่มขึ้นอีกสักโรคไหมครับ ติ๊กต่อกๆๆ ผมเฉลยเลยดีกว่า โรคมะเร็งครับ โรคมะเร็ง คุณแปลกใจไหมครับ  ส่วนผมแปลกใจมว๊ากกก เพราะแต่ก่อนเราจะรู้ว่าอะไรที่ทำให้เป็นมะเร็งได้บ้าง นั่นก็คือบุหรี่และเหล้า ใช่ไหมครับ ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็ง แต่น้ำตาลทำให้เป็นโรคมะเร็งด้วย โอ๊วววว แม่เจ้า น้ำตาลทำให้เป็นมะเร็ง อันนี้ผมไม่ได้เต้าข่าวขึ้นมาเองนะครับ แต่องค์กร Unesco เค้าเป็นคนออกมาพูดเองเลยนะครับ ว่าเรากำลังเจอคลื่นลูกใหม่ที่กำลังจะมาถาโถมใส่เรา นั่นก็คือโรคมะเร็งครับ เค้าบอกว่าในอนาคตเราจะเจอกับปัญหาการเกิดโรคมะเร็งที่ทวีความรุนแรงขึ้น รุนแรงขึ้นคือจำนวนประชากรบนโรคจะเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น คุณอยากมีส่วนร่วมกับสถิตินี้ไหมครับ ส่วนผม ขอบายนะครับ สถิติแบบนี้ผมไม่ขอมีส่วนร่วมด้วยแล้วกันนะครับ บาย

               ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าครับ ว่าน้ำตาลมาจากไหนและอยู่ในอะไรบ้าง น้ำตาลอยู่ในคาร์โบไฮเดรตครับ เพราะ คาร์โบไฮเดรตทุกประเภทเป็นน้ำตาล (น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว น้ำตาลโมเลกุลคู่ น้ำตาลโมเลกุลใหญ่ ) แต่ไม่ใช่คาร์โบไฮเดรตทุกประเภทที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตหรือดีต่อสุขภาพ เนื่องจากมีความแตกต่างมหาศาลระหว่างคาร์โบไฮเดรตที่มาจากธรรมชาติ และคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านกระบวนการ คาร์โบไฮเดรตที่ได้จากธรรมชาติจะยังคงมีสารอาหารอยู่อย่างครบถ้วน ในขณะที่คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านกระบวนการขัดจะไม่เหลือเซลลูโลสหรือไยอาหาร และสารอาหารอื่นๆ(ได้แก่ วิตามิน เกลือแร่ กรดอะมิโน เอนไซม์) คาร์โบไฮเดรตประเภทนี้แทบจะไม่มีวิตามินและเกลือแร่อยู่เลย และยังมีการเติมสารกันเสียหรือสารปรุงแต่งสังเคราะห์อื่นๆลงไปในคาร์โบไฮเดรตประเภทนี้ด้วย อย่างเช่น น้ำตาลทรายขาวที่มีวิตามินและเกลือแร่เหลืออยู่เพียง 10 % ของปริมาณตามธรรมชาติ

               นักโภชนาการและที่ปรึกษาด้านอาหารเพื่อสุขภาพต่างแนะนำคนให้รับประทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน หรือคาร์ดบไฮเดรตที่ได้จากธรรมชาติ และรับประทานคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านกระบวนการให้น้อยที่สุดเท่าที่จะมากได้มานานหลายปีแล้ว แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ถูกนำมาพิจารณาในการเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตคือ ความเร็วในการที่อาหารประเภทคาร์โบไอเดรตจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคส ซึ่งมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในร่างกายสูงขึ้น ซึ่งระดับของความเร็วนี้สามารถดูได้จากประเภทของอาหารที่ระบุไว้ในดัชนีคาร์โบไฮเดรต Glycemic Index (G.I.) อาหารที่มีดัชนีคาร์โบไฮเดรตสูงจะทำให้ตับอ่อนทำงานหนัก ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และกระตุ้นการกระจายของไขมันไปสู่กระแสเลือดและเนื้อเยื่อไขมันในร่างกาย ส่วนอาหารที่มีดัชนีคาร์โบไฮเดรตต่ำ จะเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสในเลือดอย่างช้าๆ และให้พลังงานกับร่างกากยและจิตใจในระยะยาว

               คุณควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีดัชนีคาร์โบไฮเดรตสูง โดยคุณควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ทุกครั้งที่จะเลือกอาหารจากดัชนีคาร์โบไฮเดรต ถึงแม้ว่าในบางครั้งคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านกระบวนการจะอยู่ในประเภทเดียวกับผลิตภัณฑ์อาหารที่เป็น ธัญพืช แต่มันก็ไม่ดีต่อสุขภาพเท่า เนื่องจากมีวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารน้อยกว่าอาหารที่เป็น ธัญพืช เมื่อรับประทานอาหารที่มีโปรตีนและไขมัน พร้อมกับอาหารที่มีดัชนีคาร์โบไฮเดรตสูง การดูดซึมคาร์โบไฮเดรตจะถูกยับยั้งและเกิดอาการผันผวนอย่างรุนแรงของระดับน้ำตาลในเลือด และระดับของอินซูลิน ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีดัชนีคาร์โบไฮเดรตต่ำจะชะลอการผลิตอินซูลินของตับอ่อนซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป

แหล่งอาหารที่ให้พลังเร็วและช้า Fast or slow energy providers


มากกว่า 100 %
70 - 79 %
40 - 49 %
ธัญพืชที่ผ่านการขัดสี
ขนมปังกรอบ
องุ่น
ข้าวขาว
กล้วยสุก
ถั่วปากอ้า
ขนมปังฝรั่งเศส
มะม่วงสุก
น้ำส้ม
แผ่นข้าวโพดอบกรอบและอาหารเช้า
จากธัญพืช
ข้าวโพด
องุ่น

มะละกอสุก
มันเทศ
100 %
ข้าวโอ๊ต,ถั่วขาว

มะกะโรนี
อาหารเช้าที่ทำจากธัญพืช
30 - 39 %
สปาเก็ตตี้

ลูกแพร์
ขนมปังธัญพืช
60 - 69 %
แอปเปิ้ล
น้ำตาลกลูโคส
ลูกเกด
ซุปมะเขือเทศ

สปาเก็ตตี้ขาว โฮลวีท
นมธรรมดาและนมพร่องมัน
90 - 99 %
สปาเก็ตตี้ มะกะโรนี
ข้าวบาเลย์
เนย
หัวบีทรูท
จมูกข้าวสาลี
โยเกิร์ต
น้ำแอปเปิ้ล

แครอท

20 - 29 %
แผ่นธัญพืชอบกรอบ
50 - 59 %
บ๊วย
แอปริคอท
แยม
เชอรี่
ข้าวโพดอบกรอบ
ถั่วขาวอบแห้ง
ถั่วแขก

ถั่ว
น้ำตาลฟรุคโตส
80 - 90 %
ข้าวไรย์
ลูกพีช
ข้าวกล้อง
น้ำตาลซูโครส
เกรฟฟรุ๊ต
มันฝรั่ง
น้ำตาลแลคโตส

โจ๊ก
กล้วยที่ยังไม่สุก
10 - 19 %
น้ำผึ้ง
แผ่นมันฝรั่งทอดกรอบ
ถั่วลิสง,ถั่วเหลือง



               เมื่อคาร์โบไฮเดรตถูกเปลี่ยนให้เป็นกลูโคสด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน ผลที่ได้ก็จะแตกต่างกันอย่างมาก คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านกระบวนการต่างๆ(เช่น น้ำตาลทรายขาวหรือน้ำตาลทรายแดง น้ำผึ้ง ลูกกวาด ช็อคโกแลต น้ำอัดลม เป็นต้น) จะถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในขณะที่คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ถูกดูดซึมได้ช้า (เช่น พาสต้า มันฝรั่ง เมล็ดพืช ถั่ว ข้าว และธัญพืช) มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อร่างกายได้ยาวนานกว่าเนื่องจากอาหารแบบนี้จะถูกเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาลอย่างช้าๆ ในทางทฤษฎีแล้ว คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนควรจะให้พลังงานประมาณ 2 ใน 3 ของพลังงานที่ได้รับทั้งหมดต่อวัน

               ยิ่งคาร์โบไฮเดรตที่เรารับประทานมีค่าดัชนีคาร์โบไฮเดรตมากแค่ไหน ก็ยิ่งมีการผลิตอินซูลินมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากอินซูลินเป็นตัวกำจัดน้ำตาลส่วนเกินออกจากเลือด ทำให้ระดับกลูโคสในเลือดลดลงและจะส่งสัญญาณไปที่สมอง ให้เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดด้วยการรับประทานคาร์โบไฮเดรตมากขึ้นอีก ยิ่งเรารับประทานอาหารหวานๆมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งจะได้รับผลร้ายจากความผันผวนของระดับน้ำตาลในเลือดมากขึ้นเท่านั้น  ทำให้เกิดความเหนื่อยอ่อน และตามมาด้วยความอยากรับประทานของหวานที่มีน้ำตาลสูงอย่างควบคุมไม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติกับผู้หญิงที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะพวกเธอชอบรับประทานโยเกิร์ตถ้วยเล็กๆ เป็นอาหารเช้า และทนอยู่อย่างนั้นทั้งวันด้วยการรับประทานขนมหวาน กาแฟ น้ำอัดลมที่มีน้ำตาลต่ำ แล้วก็ให้รางวัลตัวเองด้วยบิสกิตไขมันต่ำก่อนนอน ซึ่งนั่นมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ว่ามั๊ย ???

               ถ้าเราบริโภคคาร์โบไฮเดรตที่มีน้ำตาลสูงมาก เราก็จะได้น้ำตาลกลูโคสที่มากเกินไป กว่าที่ร่างกายจะนำมันไปใช้ได้หมดในทันที โดยน้ำตาลกลูโคสที่ไม่ถูกกล้ามเนื้อนำไปใช้ในทันทีทันใดนั้น ก็จะถูกสะสมอยู่ในตับและกล้ามเนื้อในรูปของ Glycogen แต่ร่างกายก็สามารถเก็บสะสมกลูโคสส่วนเกินในรูปของ Glycogen ได้ในปริมาณไม่มากเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็จะถูกเปลี่ยนให้เป็นไขมันและสะสมไว้ในร่างกาย นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เรามีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการบริโภคน้ำตาลที่มากจนเกินไป เรามักจะไม่รู้ตัวว่ามันง่ายแค่ไหนที่จะบริโภคน้ำตาลมากเกินไป

               การบริโภคน้ำตาลที่ผ่านกระบวนการผลิตมากเกินไป มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับการบริโภคอาหารที่มีเส้นใย วิตามิน และเกลือแร่ตามธรรมชาติน้อยลงไปด้วย การบริโภคคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านกระบวนการต่างๆ พร้อมกับการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยน้อยลง ส่งผลให้มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเกิดโอกาสการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2  (Type 2 Diabetes) และโรคมะเร็ง (เช่นมะเร็งกระเพาะอาหาร)



               ดังนั้นผมจึงอยากขอให้คุณปักหมุดไว้เลยนะครับ ว่าปริมาณน้ำตาลที่คุณควรบริโภคต่อวันนั้น ไม่ควรจะเกิน 6 ช้อนชา/วัน นะครับ และถ้าคุณชอบดื่มน้ำอัดลมหรือว่ากาแฟเย็นต่างๆ ผมจะบอกให้นะครับ ว่าสองอย่างที่ว่ามาน่ะ ทำให้คุณหมดสิทธิ์ที่จะทานของหวานอื่นๆในวันนั้นๆไปแล้วนะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น