11 มีนาคม 2558

ล้วงลึก...ชาเชียว

ชาเขียว (Green Tea)

          ความมหัศจรรย์ของชาเชียวนั้น เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ช่วยต่อต้านความแก่ชรา โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง และโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นและจีนนั้น ผู้คนต่างตระหนักถึงประโยชน์ที่ได้จากชาเขียวมาเป็นระยะเวลานานหลายศตวรรษแล้ว ที่จริงแล้วในตอนแรก ชาวจีนดื่มชาเขียวเพื่อเป็นยามากกว่าจะเป็นเครื่องดื่ม จากนั้นชาวจีนได้แนะนำชาเขียวให้กับพระในนิกายเซน ซึ่งได้นำชาเชียวไปแนะนำต่อให้กับขุนนางชาวญี่ปุ่น และนักรบชาวญี่ปุ่นยุคโบราณ แล้วการดื่มชาเขียวก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในเวลาหลายสตวรรษต่อมา

          ทำไมชาเขียวจึงดีต่อสุขภาพมกกว่าชาดำ (Black Tea) ซึ่งเป็นชาที่ชาวฝั่งยุโรปดื่มมาเป็นเวลานานกว่ามาก ชาเขียวนั้นได้มาจากใบของต้นชาหรือต้น Camellia Sinensis เช่นเดียวกับชาดำ แต่ความแตกต่างระหว่างชาสองแบบนั้น อยู่ที่กระบวนการผลิต โดยชาเขียวจะได้มาจากยอดใบชาที่พึ่งเด็ดมาจากต้น แล้วนำมาอบไอน้ำ ส่วนชาดำนั้นได้มาจากการนำใบชามาทำให้แห้ง โดยการรีดน้ำที่หล่อเลี้ยงใบชาออกมาทั้งหมด แล้วจึงนำไปหมักเพื่อให้ได้ใบชาที่แห้งสนิท ซึ่งกระบวนการหมักนี้ทำให้สาร Polyphenols ที่อยู่ในชามีปริมาณลดลง ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการรักษาโรค โดยสาร Polyphenol เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งโรคมะเร็ง

          มีการศึกษามากมายที่แสดงให้เห็นว่าสาร Polyphenols ที่อยู่ในชาเขียว (คือ EGCG หรือ Epigallocathechine gallate ซึ่งเป็นสาร Catechine ประเภทหนึ่ง) มีประสิทธิผลและช่วยป้องกันมะเร็งได้มากว่าวิตามิน C และ E นอกจากนี้ชาเขียวยังช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกาย ลดความดันโลหิต และกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโรค และในอีกเหตุผลหนึ่งในการดื่มชาเขียวก็คือ มันช่วยในการลดน้ำหนักด้วย

          ชาเขียวประเภทที่ดีที่สุดคือชา Sencha และ Matcha โดย Matcha เป้นชาที่มีความพิเศษกว่า เนื่องจากในประเทศญี่ปุ่นจะใช้  Matcha ในพิธีชงชาและในโอกาสพิเศษ ดังนั้น สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว Matcha ถือเป็นสิ่งที่มีชื่อและโด่งดังเหมือนกับไวน์จากเมือง Bordeaux ของฝรั่งเศส  ชา Matcha เป็นชาผงที่ได้จากใบชาชั้นดี ซึ่งปลูกในพื้นที่ร่ม ใบชาที่ได้ถูกนำไปอบไอน้ำและรีดน้ำออกจนแห้ง แล้วจึงนำไปบดให้เป็นผง ในระหว่างพิธีชงนั้น ผู้ชงชาจะใช้ช้อนขนาดเล็กที่ทำจากไม้ไผ่ตักผงชาละเอียด 1 ช้อน ใส่ลงไปในถ้วยดินเผา แล้วใช้แปรงที่ทำจากไม้ไผ่ คนชาเข้าด้วยกันจนเป็นเครื่องดื่มสีเขียว รสชาติดี มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

          ใบชาที่ใช้ทำ Sencha จะถูกเก็บตลอดทั้งปี แต่การเก็บเกี่ยวครั้งแรก (ในวันที่ 2 หรือ 3 ของเดือนพฤษภาคม) จะได้ใบชาที่มีคุณภาพดีที่สุด Sencha เป็นชาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น โดยมักจะดื่มในยามบ่ายกับขนมหวาน

          คนญี่ปุ่นจะดื่มชาเกนมัย (Genmai-cha) หลังอาหาร ซึ่งเป็นชาเขียวที่มีกลิ่นและรสหอมชวนดื่ม เนื่องจากมีการผสมข้าวคั่วลงไปในชาด้วย ชาชนิดนี้ช่วยในการย่อยอาหารและเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับยามเช้า  

          ชาเขียวประเภทอื่นที่รู้จักกันดีได้แก่ชา Bancha และชา Chinese gunpowder โดยใบชาที่ใช้ทำ Bancha จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีรสอ่อน ทำให้เหมาะที่จะดื่มทุกวัน ส่วนคำว่า “Gunpowder” นั้นมาจากรูปร่างของใบชาที่สามารถนำมาม้วนให้กับ ลูกบอลลูกเล็กๆได้ นี่เป็นชาเขียวบริสุทธิ์ที่มีสีเขียวเข้ม

           Sencha , Genmai-cha และ  Matcha ไม่ได้เหมือนกับพวกชาเขียวที่เป็นถุงชงที่วางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ดังนั้น ผลในการช่วยรักษาสุขภาพของชาเขียวที่ผลิตกันเป็นอุตสาหกรรมเหล่านี้จึงเทียบกันแบบไม่ติดฝุ่นเลยกับชาเขียว 3 ชนิดข้างต้นเลย การเลือกซื้อชาเขียวที่ผมขอแนะนำคือให้เลือกซื้อชาเขียวที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติในญี่ปุ่น เนื่องจากยังมีไร่ชาหลายแห่งในญี่ปุ่นที่ยังใช้วิธีการเด็ด ตัด และแปรรูปใบชาตามแบบดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาในครอบครัวอยู่ ถึงแม้ว่า Sencha ที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติจะหาได้ง่าย แต่ Matcha ที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติกลับหายากมาก แม้กระทั่งในญี่ปุ่นเองก็ตาม จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ชาชนิดนี้มีราคาแพงมาก

          ชาเขียวเป็นชาที่ปลอดสารพิษ ในประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นที่มีวัฒนธรรมการดื่มชา จะมีอัตราการดื่มชาเฉลี่ยประมาณ 3 ถ้วย/วัน (ในประเทศไทยเราก็อาจจะมากกว่านั้น โดยขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นจะมีแจกรางวัลเป็นอะไร 555) ซึ่งเป็นปริมาณที่ทำให้ได้รับสาร Polyphenols ประมาณ 240 -320 มิลลิกรัม ชาเขียวมีสาร Theine และมีฤทธิ์ในการกระตุ้นอ่อนๆ ดังนั้น การดื่มชาเขียวมากเกินไปก่อนที่จะนอน อาจทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น แต่การมีหลายคนที่ร่างกายตอบสนองต่อคาเฟอีนได้รวดเร็ว ก็ยังไม่ค่อยได้รับผลจากฤทธิ์ในการกระตุ้นของชาเขียว คุณไม่ควรดื่มชาเขียวเมื่อหายร้อนแล้ว เพราะมันจะยิ่งเพิ่มฤทธิ์การกระตุ้นให้รุนแรงขึ้น

          จากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้ได้แสดงให้เห็นว่า ชาดำธรรมดาก็มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน โดยชาดำก็มีสาร Theine ถึงแม้ว่าจะมีในปริมาณที่น้อยกว่ากาแฟก็ตาม (30 ถึง 80 มิลลิกรัมต่อถ้วย)



          คนทั่วโลกดื่มชาสมุนไพร เพื่อการรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว ชาสมุนไพรที่ไร้สิ่งเจือปน (ซึ่งได้จากสมุนไพรสดหรือสมุนไพรอบแห้ง) ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง และอาจมีผลในการรักษาโรคได้ ถ้าหากนำไปใช้อย่างถูกวิธี แต่ชาส่วนมากที่ขายและโฆษณาว่าเป็น ชาสมุนไพรนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงชาดำธรรมดา ที่มีการเติมสมุนไพรบางอย่าง (หรืออาจใส่กลิ่นสังเคราะห์) ลงไป ดังนั้นคุณจึงควรหลีกเลี่ยงชาประเภทนี้นะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น