ชาเขียว (Green Tea)
ความมหัศจรรย์ของชาเชียวนั้น
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ช่วยต่อต้านความแก่ชรา โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง
และโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นและจีนนั้น
ผู้คนต่างตระหนักถึงประโยชน์ที่ได้จากชาเขียวมาเป็นระยะเวลานานหลายศตวรรษแล้ว
ที่จริงแล้วในตอนแรก ชาวจีนดื่มชาเขียวเพื่อเป็นยามากกว่าจะเป็นเครื่องดื่ม
จากนั้นชาวจีนได้แนะนำชาเขียวให้กับพระในนิกายเซน
ซึ่งได้นำชาเชียวไปแนะนำต่อให้กับขุนนางชาวญี่ปุ่น และนักรบชาวญี่ปุ่นยุคโบราณ
แล้วการดื่มชาเขียวก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในเวลาหลายสตวรรษต่อมา
ทำไมชาเขียวจึงดีต่อสุขภาพมกกว่าชาดำ (Black
Tea) ซึ่งเป็นชาที่ชาวฝั่งยุโรปดื่มมาเป็นเวลานานกว่ามาก
ชาเขียวนั้นได้มาจากใบของต้นชาหรือต้น Camellia Sinensis เช่นเดียวกับชาดำ
แต่ความแตกต่างระหว่างชาสองแบบนั้น อยู่ที่กระบวนการผลิต โดยชาเขียวจะได้มาจากยอดใบชาที่พึ่งเด็ดมาจากต้น
แล้วนำมาอบไอน้ำ ส่วนชาดำนั้นได้มาจากการนำใบชามาทำให้แห้ง
โดยการรีดน้ำที่หล่อเลี้ยงใบชาออกมาทั้งหมด
แล้วจึงนำไปหมักเพื่อให้ได้ใบชาที่แห้งสนิท ซึ่งกระบวนการหมักนี้ทำให้สาร Polyphenols
ที่อยู่ในชามีปริมาณลดลง ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการรักษาโรค
โดยสาร Polyphenol เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งโรคมะเร็ง
มีการศึกษามากมายที่แสดงให้เห็นว่าสาร Polyphenols
ที่อยู่ในชาเขียว (คือ EGCG หรือ
Epigallocathechine gallate ซึ่งเป็นสาร Catechine ประเภทหนึ่ง)
มีประสิทธิผลและช่วยป้องกันมะเร็งได้มากว่าวิตามิน C
และ E นอกจากนี้ชาเขียวยังช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกาย
ลดความดันโลหิต และกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโรค
และในอีกเหตุผลหนึ่งในการดื่มชาเขียวก็คือ มันช่วยในการลดน้ำหนักด้วย
ชาเขียวประเภทที่ดีที่สุดคือชา Sencha
และ Matcha โดย Matcha
เป้นชาที่มีความพิเศษกว่า เนื่องจากในประเทศญี่ปุ่นจะใช้ Matcha
ในพิธีชงชาและในโอกาสพิเศษ ดังนั้น สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว Matcha
ถือเป็นสิ่งที่มีชื่อและโด่งดังเหมือนกับไวน์จากเมือง Bordeaux ของฝรั่งเศส
ชา Matcha
เป็นชาผงที่ได้จากใบชาชั้นดี ซึ่งปลูกในพื้นที่ร่ม
ใบชาที่ได้ถูกนำไปอบไอน้ำและรีดน้ำออกจนแห้ง แล้วจึงนำไปบดให้เป็นผง
ในระหว่างพิธีชงนั้น ผู้ชงชาจะใช้ช้อนขนาดเล็กที่ทำจากไม้ไผ่ตักผงชาละเอียด 1
ช้อน ใส่ลงไปในถ้วยดินเผา แล้วใช้แปรงที่ทำจากไม้ไผ่
คนชาเข้าด้วยกันจนเป็นเครื่องดื่มสีเขียว รสชาติดี มีคุณค่าทางโภชนาการสูง
ใบชาที่ใช้ทำ Sencha จะถูกเก็บตลอดทั้งปี
แต่การเก็บเกี่ยวครั้งแรก (ในวันที่ 2 หรือ 3 ของเดือนพฤษภาคม)
จะได้ใบชาที่มีคุณภาพดีที่สุด Sencha
เป็นชาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น โดยมักจะดื่มในยามบ่ายกับขนมหวาน
คนญี่ปุ่นจะดื่มชาเกนมัย (Genmai-cha)
หลังอาหาร ซึ่งเป็นชาเขียวที่มีกลิ่นและรสหอมชวนดื่ม
เนื่องจากมีการผสมข้าวคั่วลงไปในชาด้วย ชาชนิดนี้ช่วยในการย่อยอาหารและเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับยามเช้า
ชาเขียวประเภทอื่นที่รู้จักกันดีได้แก่ชา
Bancha และชา Chinese gunpowder โดยใบชาที่ใช้ทำ
Bancha จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีรสอ่อน ทำให้เหมาะที่จะดื่มทุกวัน
ส่วนคำว่า “Gunpowder” นั้นมาจากรูปร่างของใบชาที่สามารถนำมาม้วนให้กับ
“ลูกบอล” ลูกเล็กๆได้
นี่เป็นชาเขียวบริสุทธิ์ที่มีสีเขียวเข้ม
Sencha , Genmai-cha
และ Matcha ไม่ได้เหมือนกับพวกชาเขียวที่เป็นถุงชงที่วางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป
ดังนั้น ผลในการช่วยรักษาสุขภาพของชาเขียวที่ผลิตกันเป็นอุตสาหกรรมเหล่านี้จึงเทียบกันแบบไม่ติดฝุ่นเลยกับชาเขียว
3 ชนิดข้างต้นเลย
การเลือกซื้อชาเขียวที่ผมขอแนะนำคือให้เลือกซื้อชาเขียวที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติในญี่ปุ่น
เนื่องจากยังมีไร่ชาหลายแห่งในญี่ปุ่นที่ยังใช้วิธีการเด็ด ตัด
และแปรรูปใบชาตามแบบดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาในครอบครัวอยู่ ถึงแม้ว่า Sencha
ที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติจะหาได้ง่าย แต่ Matcha
ที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติกลับหายากมาก แม้กระทั่งในญี่ปุ่นเองก็ตาม จึงไม่น่าแปลกใจ
ที่ชาชนิดนี้มีราคาแพงมาก
ชาเขียวเป็นชาที่ปลอดสารพิษ
ในประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นที่มีวัฒนธรรมการดื่มชา
จะมีอัตราการดื่มชาเฉลี่ยประมาณ 3 ถ้วย/วัน
(ในประเทศไทยเราก็อาจจะมากกว่านั้น โดยขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นจะมีแจกรางวัลเป็นอะไร
555) ซึ่งเป็นปริมาณที่ทำให้ได้รับสาร Polyphenols ประมาณ
240 -320 มิลลิกรัม ชาเขียวมีสาร Theine และมีฤทธิ์ในการกระตุ้นอ่อนๆ
ดังนั้น การดื่มชาเขียวมากเกินไปก่อนที่จะนอน อาจทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น
แต่การมีหลายคนที่ร่างกายตอบสนองต่อคาเฟอีนได้รวดเร็ว
ก็ยังไม่ค่อยได้รับผลจากฤทธิ์ในการกระตุ้นของชาเขียว
คุณไม่ควรดื่มชาเขียวเมื่อหายร้อนแล้ว
เพราะมันจะยิ่งเพิ่มฤทธิ์การกระตุ้นให้รุนแรงขึ้น
จากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้ได้แสดงให้เห็นว่า
ชาดำธรรมดาก็มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน โดยชาดำก็มีสาร Theine
ถึงแม้ว่าจะมีในปริมาณที่น้อยกว่ากาแฟก็ตาม (30 ถึง
80 มิลลิกรัมต่อถ้วย)
คนทั่วโลกดื่มชาสมุนไพร
เพื่อการรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว ชาสมุนไพรที่ไร้สิ่งเจือปน
(ซึ่งได้จากสมุนไพรสดหรือสมุนไพรอบแห้ง) ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
และอาจมีผลในการรักษาโรคได้ ถ้าหากนำไปใช้อย่างถูกวิธี
แต่ชาส่วนมากที่ขายและโฆษณาว่าเป็น “ชาสมุนไพร” นั้น
แท้จริงแล้วเป็นเพียงชาดำธรรมดา ที่มีการเติมสมุนไพรบางอย่าง
(หรืออาจใส่กลิ่นสังเคราะห์) ลงไป ดังนั้นคุณจึงควรหลีกเลี่ยงชาประเภทนี้นะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น