1. ผลไม้กับมื้ออาหาร
ก่อนจะเริ่มต้นทานอาหารคุณควรจะเรียกน้ำย่อยด้วยสับปะรดหรือมะละกอสัก 2-3 ชิ้น เพราะผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะของคุณย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วคุณก็ควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้น เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย
2. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง
ผลไม้ทั้ง 4 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าหากคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันจะไปบูดในลำไส้ได้ง่าย และอาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้
3. อย่ารอให้หิว
คุณควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่คุณปล่อยให้หิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ซึ่งถ้าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นคนเครียด และอาจจะนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวานได้
4. นาฬิกาชีวภาพ
หลักการของสุขภาพดีเค้าบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด ซึ่งการกระทำอย่างนี้จะทำให้เกิดความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายแปรปรวน ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์คุณจะง่วงนอนกว่าปกติ
5. เนื้อสัตว์กับผลไม้มักไม่ถูกกัน
แต่ถ้าคุณทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าหากมื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้ว คุณก็ควรจะงดทานผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน(ประมาณ 2-4 ชั่วโมง) ส่วนผลไม้ซึ่งย่อยได้เร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ ซึ่งจะทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้
6. เครียดทำลายผิว
ถ้าคุณอยากมีผิวสวยใส แก่ช้า และดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ควรต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง โดยการคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาทำลายตัวเราเอง
7. อันตรายของการดื่มน้ำอย่างรวดเร็ว
ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ
8 แก้ว แต่ที่ถูกคือคุณต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย
แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ
ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง
และอาจทำให้เป็นตะคริว หรือกล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง
หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้
8. หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะพลาสติก
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ด เปรี้ยว เค็มที่เกิดจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารที่เข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก
9. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง
หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่
10. อาการเท้าและข้อเท้าบวม
ถ้าเกิดมีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่ม แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
11. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย
12.
แดดอ่อนๆในตอนเช้า
แสงแดดในยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากจะทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก
13.
เป็นเบาหวานอย่าทานไข่
ถ้าหากคุณมีสมาชิกในครอบครัวของคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดทานไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะทำให้มีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น
14.
อยากผอมต้องดื่มน้ำเย็น
การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม
15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ในทันทีที่ตื่นนอน คุณควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน
16. ป้องกันการเกิดกรดในกระเพาะอาหาร
สำหรับผู้ที่ท้องอืดบ่อยๆ คุณควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสด เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากจึงทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วจนอดใจไม่ได้จริงๆ ก็อาจทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ
17.
ลดอัลไซเมอร์ด้วยเกมส์
ถ้าหากคุณไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม คุณควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมส์ในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเช่นเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมส์เหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ
18.
มะเขือเทศดีกับคุณ(ผู้ชาย)
สำหรับหนุ่มๆที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารไลโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าคุณผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลงถึง 45 เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะถ้ามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น