28 มีนาคม 2558

เกาะติด 10 เทรนด์ Exercise

เกาะติด 10 เทรนด์ Exercise


          ในปีที่ผ่านมา การฝึกแบบ High-Intensity Interval Training (HIIT) ค่อนข้างที่จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่จากการศึกษาของ American College of Sports Medicine's มีการคาดการณ์สำหรับแนวโน้มการออกกำลังกายในปีนี้ (2015) ว่าการออกกำลังกายแบบ HITT ได้ตกไปอยู่ในอันดับที่ 2 ในขณะที่การฝึกแบบ bodyweight training กลับมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นการออกกำลังกายที่จะกลับไปสู่ขั้น​​พื้นฐานอย่างเช่น  pushups, planks, lunges, squats, และ pull-ups. เพราะการเคลื่อนไหวเหล่านี้ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ออกกำลังกาย เพราะคุณสามารถที่จะทำได้ทุกที่ เพราะเพียงแค่ใช้น้ำหนักตัวของตัวคุณเอง ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่คิดจะออกจากบ้านไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส

1. Bodyweight training: Bodyweight training ถือเป็นตัวเลือกที่ประหยัดทั้งเงินและประหยัดทั้งเวลาเพราะการเคลื่อนไหวของมันสามารถทำได้ทุกที่ เพราะคุณสามารถเล่นท่า Squats ได้แม้ในขณะที่คุณแปรงฟัน และแน่นอน! คุณสามารถเล่นท่า Plank ในขณะที่คุณกำลังต้มน้ำให้เดือดขณะรอชงกาแฟ

2. HIIT: HIIT เป็นการออกกำลังกายแบบผสมผสานกัน ซึ่งเป็นการสลับสับเปลี่ยนกันระหว่างการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง ในช่วงเวลาสั้นๆ บางครั้งก็ขยับมาก บางครั้งก็มีช่วงฟื้นตัว แต่กลับให้ผลดีกว่าแม้จะใช้ระยะเวลาแค่เพียงสั้นๆ เพียงแค่ 30 นาที ซึ่งก็ดีกว่าไปใช้เวลาจมอยู่ในยิมเป็นชั่วโมงๆ

3. Educated and experienced fitness professionals: การออกกำลังกายภายใต้การดูแลของมืออาชีพที่ผ่านการรับรองยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้คนที่มีความต้องการออกกำลังกายที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในปี 2015 และอุตสาหกรรมนี้ยังคงเติบโตไปได้อีก เพราะผู้คนอีกจำนวนมากได้หันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับการออกกำลังกายมากขึ้นและให้ความสนใจที่จะได้รับการรับรองในการเป็นโค้ชและเป็นผู้แนะนำคนอื่น ๆ

4. Strength training: การฝึกความแข็งแรงสามารถเพิ่มการออกกำลังกายได้มากที่สุด และช่วยในการปรับปรุงหรือรักษาความแข็งแรง แต่ประโยชน์ที่นอกเหนือไปจากการได้ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง คือมันยังช่วยในด้านการพัฒนาทางอารมณ์และการพัฒนาในด้านความจำอีกด้วย

5. Personal training: การฝึกอบรมส่วนบุคคล ก็ถือเป็นตัวช่วยสำคัญอีกตัวหนึ่ง สำหรับคนที่เห็นถึงความสำคัญของการออกกำลังกายของเค้าว่าชักจะไม่เข้าท่าหรือไม่ได้ผลเสียแล้ว หลายคนจึงเปลี่ยนไปฝึกอบรมแบบส่วนบุคคล เพราะนั่นจะทำให้เค้าได้รับการออกกำลังกายที่ถูกต้อง ที่ถูกออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของพวกเขา ในขณะที่มันอาจจะมีราคาแพงสำหรับบางคน แต่การมีผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลจะเป็นปัจจัยสำคัญจะที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้พวกเขา เพื่อให้การออกกำลังกายของเค้าได้ผลเมื่อเค้าไปที่ยิมส์

6. Exercise and weight loss : ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมการออกกำลังกายและอื่นๆ กำลังได้รับผลกระทบจากความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆเกี่ยวกับโภชนาการในปี 2015 การเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆเหล่านี้ การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารจะเป็นตัวการสำคัญ และเป็นวัฏจักรแบบเต็มรูปแบบ ที่จะช่วยตอบโจทย์ของตลาดสุขภาพในอนาคต ให้กับผู้ที่ต้องการมีสุขภาพที่ยั่งยืนและความต้องการในด้านการลดน้ำหนัก

7. Yoga: เมื่อคิดถึงโยคะ ใครๆต่างก็คิดว่าเป็นเพียงการสร้างความยืดหยุ่นหรือแค่เพียงการฝึกสมาธิ โยคะมีหลากหลายประเภท เช่น Power Yoga, Bikram, Ashtanga, Vinyasa และ Hatha ซึ่งรูปแบบต่างๆเหล่านั้น เป็นการนำเสนอความหลากหลายของประโยชน์จากโยคะที่คุณอาจคิดไม่ถึง ซึ่งคุณควรเลือกให้เหมาะสมกับตัวคุณ

8. Fitness programs for older adults: โปรแกรมการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ ดูจะเริ่มเป็นที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เมื่อมีผลการวิจัยที่ออกมามากขึ้นตลอดเวลา เกี่ยวกับการออกกำลังกายที่ให้ประโยชน์สำหรับผู้สูงอายุ เพราะเมื่อเรามีอายุมากขึ้นการกำลังกายเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุที่เรารัก ก็เป็นสิ่งที่ผู้คนได้ตระหนักถึง และเห็นถึงความสำคัญของการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัยและโดยไม่มีขีดความสามารถใด ๆ แล้วคุณพร้อมสำหรับการออกกำลังกายที่จะช่วยให้คุณแลดูอ่อนกว่าวัยรึยัง ?

9. Functional fitness: การออกกำลังกายที่ควบคู่ไปกับการทำกิจวัตรประจำวัน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีในการสร้างสมดุลให้กับร่างกายและเป็นวิธีการที่ง่ายต่อการนำไปใช้รวมกันกับการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน มันอาจเป็นความรู้สึกที่ดูยากลำบากสำหรับการที่จะทำให้คุณมีกล้ามเนื้อมากขึ้นแต่ไขมันน้อยกว่า (ลองคิดดูว่า: การแบกตะกร้าผ้าที่หนักหรือการยกกระเป๋าเดินทาง) นั่นคือสิ่งที่ถือว่าเป็นออกกำลังกายจากทำงาน

10. Group personal training: กลุ่มฝึกอบรมส่วนบุคคล ถ้าต้องการที่จะประหยัดเงิน การเข้าสังคมกับเพื่อน ๆ และยังได้ออกกำลังกายไปด้วยถือเป็นเรื่องที่ดีใช่หรือไม่? ลองวางแผนเกี่ยวกับการรวมกลุ่มของเพื่อน ๆ และการจ้างเทรนเนอร์ส่วนบุคคลเข้ามาไว้ในกลุ่มของคุณ ซึ่งนั่นจะทำให้คุณจะได้รับความสนใจเสมือนจ่ายคอร์สเป็นรายบุคคลแต่ได้ราคาที่ถูกกว่า และจะทำให้คุณมีแรงจูงใจมากขึ้นในการไปออกกำลังกาย

27 มีนาคม 2558

ประโยชน์ดีๆจากเบียร์

ประโยชน์ดีๆจากเบียร์

ในบางครั้งที่เรารู้สึกเหนื่อยๆ หรืออยากผ่อนคลาย การจิบเครื่องดื่มเย็นๆสักแก้ว เบียร์” ถือเป็นเครื่องดื่มที่ถูกนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ด้วยเพราะรสชาติที่นุ่มลิ้น และช่วยผ่อนคลายอารมณ์ และคลายเหนื่อยได้ แต่แม้ว่าการดื่มเบียร์จะเป็นที่ถูกเข้าใจว่าให้โทษต่อร่างกาย แต่นักวิจัยกลับพบว่า  เบียร์นั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย ดีต่อหัวใจ โดยจากการวิจัยของมหาวิทยาลัย Emory จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงและผู้ชายสูงอายุ 2,200 คน ที่ดื่มเบียร์วันละ 1.5 แก้ว/วัน จะมีการเสี่ยงต่อโรคหัวใจล้มเหลวลดลง 50 % นอกจากนี้ยังพบอีกว่าเบียร์ยังส่งผลดีต่อสมองอีกด้วย
ด้านนักวิทยาศาสตร์ในบอสตัน พบว่าผู้ที่ดื่มเบียร์ตั้งแต่หนึ่งถึง 6 แก้ว/สัปดาห์ จนถึงผู้ที่ดื่ม 7-14 แก้ว/สัปดาห์ จะเกิดอาการชักได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเลย แต่ถ้าดื่มเกินกว่านี้ก็จะมีอาการชักได้มากที่สุด เพราะเบียร์สามารถช่วยลดขนาดเม็ดเลือดและไม่ทำให้เลือดไปคั่งที่สมองได้
นอกจากนี้แล้ว เบียร์ยังมีสารต่าง ๆที่เป็นประโยชน์มากกว่า 1,000 ชนิด และยังมีวิตามินและเกลือแร่ ที่ช่วยให้เส้นประสาทและกล้ามเนื้อแข็งแรง 

ประโยชน์ของเบียร์

ช่วยป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและในไต
นักวิชาการจากเมืองเฮลซิงกิประเทศฟินแลนด์ค้นพบว่า การดื่มเบียร์วันละหนึ่งขวดก็จะได้รับแมกนีเซียมซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรค นิ่วในไตได้ถึง 40%

ช่วยเรื่องการนอนไม่หลับ
สารจากดอก Hops ใน เบียร์เปรียบเสมือนยานอนหลับจากธรรมชาติช่วยให้ประสาทผ่อนคลาย ดังนั้น การดื่มเบียร์หนึ่งแก้วในตอนเย็นจึงเหมือนกับการกินยานอนหลับ

ช่วยต้านมะเร็ง
เบียร์มีสารโพลีฟีนอยด์ที่จะช่วยป้องกันมะเร็งโดยการดักจับอนุมูลอิสระตัว ร้ายออกจากร่างกาย สารโพลีฟีนอยด์หลักก็คือ Xanthohumol ซึ่งมีข้อดี คือ ช่วยยับยั้งโปรตีนที่ช่วยในการพัฒนาการของมะเร็ง

ช่วยเรื่องผิวพรรณ
ในเบียร์มีวิตามินสูง เช่น Pantothenic Acid วิตามินบี 3 และไนอาซินซึ่งจะช่วยกระตุ้นการผลิตเซลล์ผิวใหม่ช่วยสร้างคอลลาเจนและเม็ดสี ผิวจึงเรียบเนียนและอ่อนนุ่ม

ช่วยป้องกันโรคหัวใจ
จากการศึกษาของนักวิชาการพบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มเบียร์ 40 – 60% แต่ควรดื่มไม่เกินครึ่งลิตรต่อวัน

ช่วยลดความเสี่ยงอัมพฤกษ์อัมพาต
สารที่มีประโยชน์ในเบียร์สามารถช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตันจึงช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์อัมพาต

ช่วยลดความดันโลหิต
แพทย์ชาวฮอลแลนด์และจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดค้นพบว่า การดื่มเบียร์ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้

ช่วยป้องกันเบาหวาน
ผู้ที่ดื่มเบียร์มีจำนวนน้อยที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานเหตุผลก็คือ เบียร์ทำให้ร่างกายสามารถปรับฮอร์โมนอินซูลินให้ความทรงจำดีนักดื่มเบียร์จึง ไม่ค่อยเป็นโรคอัลไซเมอร์

ช่วยเรื่องกระดูก
เบียร์ให้ผลดีต่อกระดูกสามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ แต่ได้ผลเฉพาะกับหนุ่มสาวเท่านั้น

ช่วยยืดอายุ
จากการศึกษามากกว่า 50 สำนัก พบว่า ผู้ที่ดื่มเบียร์วันละ 1 – 2 แก้ว มักจะมีอายุที่ยืนยาวเนื่องจากเบียร์มีสารปกป้องหัวใจ

ช่วยเรื่องท้องร่วง
โมเลกุลในเบียร์มีส่วนประกอบเหมือนกันกับกรดนมและน้ำส้มสายชู สารที่ว่านี้ขัดขวางเชื้อโรคในลำไส้ที่เป็นสาเหตุของท้องร่วงไม่ให้แพร่เชื้อจนท้องเสีย

ช่วยต้านความเครียด
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย Montreal ค้นพบว่า คนทำงานที่ได้ดื่มเบียร์บ้างเป็นครั้งคราวมีความเครียดน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มเบียร์


ผลเสียของการดื่มเบียร์ :

          ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ทำให้เกิดผลเสียได้ทุกชนิด โดยเฉพาะกับตับ  ซึ่งต้องทำงานหนักเป็นพิเศษเวลาที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป

เพราะตับเป็นอวัยวะที่ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย แต่ถ้าตับเสียหาย ร่างกายก็จะเต็มไปด้วยพิษ และที่สำคัญเบียร์ยังทำให้บวม อ้วนอีกด้วย ดังนั้นถ้าเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ในครั้งต่อไปที่คิดจะดื่มเบียร์ ก็ต้องคิดให้หนักๆ เลยนะครับ ว่าปริมาณที่ดื่มเข้าไปนั้นจะให้ประโยชน์หรือโทษมากกว่ากัน แต่ถ้าจะให้ได้สุขภาพที่ดีก็ต้องดื่มให้เป็นและพอประมาณนะครับ

24 มีนาคม 2558

18 วิธี....สร้างสมดุลความสุขให้ชีวิต


          สุขภาพดีไม่มีขาย คำๆนี้เราคงจะเคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป เพราะคุณสามารถเป็นเจ้าของสุขภาพที่ดีได้ แค่เพียงคุณทำตามเคล็ดลับเหล่านี้

1. ผลไม้กับมื้ออาหาร

          ก่อนจะเริ่มต้นทานอาหารคุณควรจะเรียกน้ำย่อยด้วยสับปะรดหรือมะละกอสัก 2-3 ชิ้น เพราะผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะของคุณย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วคุณก็ควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้น เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

2. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง

          ผลไม้ทั้ง 4 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าหากคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันจะไปบูดในลำไส้ได้ง่าย และอาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

3. อย่ารอให้หิว

          คุณควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่คุณปล่อยให้หิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ซึ่งถ้าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นคนเครียด และอาจจะนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวานได้

4. นาฬิกาชีวภาพ

          หลักการของสุขภาพดีเค้าบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด ซึ่งการกระทำอย่างนี้จะทำให้เกิดความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายแปรปรวน ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์คุณจะง่วงนอนกว่าปกติ

5. เนื้อสัตว์กับผลไม้มักไม่ถูกกัน

          แต่ถ้าคุณทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าหากมื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้ว คุณก็ควรจะงดทานผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน(ประมาณ 2-4 ชั่วโมง) ส่วนผลไม้ซึ่งย่อยได้เร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ ซึ่งจะทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

6. เครียดทำลายผิว
 
          ถ้าคุณอยากมีผิวสวยใส แก่ช้า และดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ควรต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง โดยการคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาทำลายตัวเราเอง

7. อันตรายของการดื่มน้ำอย่างรวดเร็ว

          ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว แต่ที่ถูกคือคุณต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว หรือกล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

8. หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะพลาสติก

          เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ด เปรี้ยว เค็มที่เกิดจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารที่เข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

9. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง

          หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

10. อาการเท้าและข้อเท้าบวม

          ถ้าเกิดมีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่ม แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

11. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน

          เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

12. แดดอ่อนๆในตอนเช้า

          แสงแดดในยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากจะทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

13. เป็นเบาหวานอย่าทานไข่

          ถ้าหากคุณมีสมาชิกในครอบครัวของคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดทานไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะทำให้มีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

14. อยากผอมต้องดื่มน้ำเย็น

          การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น

          ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ในทันทีที่ตื่นนอน คุณควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

16. ป้องกันการเกิดกรดในกระเพาะอาหาร

          สำหรับผู้ที่ท้องอืดบ่อยๆ คุณควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสด เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากจึงทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วจนอดใจไม่ได้จริงๆ ก็อาจทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ

17. ลดอัลไซเมอร์ด้วยเกมส์

          ถ้าหากคุณไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม คุณควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมส์ในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเช่นเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมส์เหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ


18. มะเขือเทศดีกับคุณ(ผู้ชาย)

          สำหรับหนุ่มๆที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารไลโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าคุณผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลงถึง 45 เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะถ้ามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

23 มีนาคม 2558

ลดน้ำหนักด้วย...แคลอรี่เชิงลบ(Negative Calories foods)

ลดน้ำหนักด้วย...แคลอรี่เชิงลบ(Negative Calories foods)


            อาหารที่เราทานๆกันอยู่ทุกวันนี้ ต่างหก็มีปริมาณแคลอรี่ที่แตกต่างกัน แต่ก็มีอาหารบางประเภทที่เชื่อกันว่า เมื่อมีการผ่านกกระบวนการย่อยแล้วจะมีค่าพลังงานที่ติดลบ หรือที่เรียกว่าเเคลอรี่เชิงลบ (Negative Calories foods)
            ตามทฤษฎีแล้วเเคลอรี่เชิงลบเชื่อว่า อาหารทุกประเภทนั้นให้พลังงาน เเละเป็นพลังงานที่เกิดมาตามธรรมชาติ ต่อให้เป็นผักหรือผลไม้ก็มีพลังงาน เเต่ก็ยังมีผักเเละผลไม้บางชนิดที่เมื่อบริโภคเเล้วจะทำให้เกิดการดึงพลังงานนั้นไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเป็นตามทฤษฎีนี้ นั่นก็หมายความว่าเมื่อร่างกายของเราทานอาหารที่มีเเคลลอรี่เชิงลบเข้าไป ร่างกายก็จะนำเอาพลังงานนั้นดึงไปกลับไปเเจกจ่ายให้กับระบบการย่อยอาหารเเละส่วนต่างๆทันที นั่นก็หมายความว่า เมื่ออาหารที่มีเเคลอรี่เชิงลบนั้น เมื่อผ่านระบบย่อยอาหารเเล้วจะมีพลังงานเป็น 0 ทันที หรือเรียกง่ายๆว่าพลังงานที่ใช้ในการย่อยอาหารนั้นสูงกว่าพลังงานของอาหารนั้นนั่นเอง เเต่ด้วยทฤษฎีนี้ยังไม่มีผลรายงานทางวิทยาศาสตร์มารับรองว่าเป็นจริงหรือไม่ เเต่ก็มีความเป็นไปได้
            ถ้าหากคุณเชื่อในทฤษฎีนี้ และทานผักและผลไม้เหล่านี้ได้อยู่แล้ว ผักและผลไม้เหล่านี้ก็มีประโยชน์เเละมีสารอาหารมากมายที่ร่างกายต้องการ แต่ก็อย่าลืมนะครับว่าผักและผลไม้เหล่านี้ก็ยังมีพลังงานอยู่ถึงเเม้ตามทฤษฎีจะบอกว่ามันเป็นพลังงานเชิงลบก็ตาม และถึงแม้ว่าผักผลไม้เหล่านี้ จะเป็นอาหารที่มีพลังงานเชิงลบ ดังนั้นคุณจึงจำเป็นที่จะต้องรับประทานให้ถูกวิธีด้วย นั่นก็คือการต้มหรือลวก หรือทานสดๆเท่านั้น (อย่าพยายามมีเครื่องเคียงใดๆ เพิ่มเข้าไปนะครับ เช่น ผสมเนย น้ำตาล น้ำจิ้ม ฯลฯ)

ผักที่มีแคลอรี่เชิงลบ
ผลไม้ที่มีแคลอรี่เชิงลบ

หน่อไม้ฝรั่ง
หัวบีทรูท
บล็อกโคลี่
กะหล่ำปลี
เเครอท
ดอกกะหล่ำ
ขึ้นฉ่าย(ตั้งโอ๋)
พริก
เเตงกวา
ดอกเดลิไล(อ่อน)
ผักกาด Endive
โต้เหมี่ยว
กระเทียม
ถั่วเขียว
ผักกาดเเก้ว
หัวหอม
ใชเท้า
ผักโขม
ใชเท้าจิ๋ว
ซูกินี่ (บวบฝรั่ง

เเอปเปิ้ล
เชอร์รี่
เกร๊ปฟรุ๊ต
มะนาว
มะม่วง
ส้ม
มะละกอ
สัปปะรด
ราสเบอร์รี่
สตรอเบอร์รี่
ส้มเขียวหวาน


          จากรายการผักและผลไม้ข้างต้นล้วนแล้วเเต่เป็นผักและผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ทั้งสิ้นโดยเฉพาะผลไม้ เพราะผลไม้มีวิตามินซีเเละกรดตามธรรมชาติอยู่มาก ซึ่งก็เป็นที่น่าเชื่อถือได้ว่ามีส่วนช่วยสนับสนุนกับทฤษฎีนี้ได้พอสมควรนะครับ
 

22 มีนาคม 2558

ช่วงเวลาที่เหมาะสม...ในการออกกำลังกาย

ช่วงเวลาที่เหมาะสม...ในการออกกำลังกาย



          บางครั้งเรื่องของช่วงเวลาในการออกกำลังกายก็เป็นที่ถกเถียงกันอยู่พอสมควรนะครับ ว่าช่วงเวลาไหนที่เหมาะสมที่เราควรจะไปออกกำลังกาย หรือควรจะไปออกกำลังกายเวลาไหนถึงจะได้ประโยชน์กับร่างกายดีที่สุด วันนี้ผมก็เลยมีช่วงเวลาที่แตกต่างกัน มาให้คุณๆได้เลือกเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการกันครับ



ช่วงเช้า

1 AM – 5 AM
          ช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาการทำงานของโกทฮอร์โมน

5 AM – 11 AM
          เป็นช่วงที่คุณสามารถกำหนดเวลาในการออกกำลังกายได้ง่ายกว่า โดยที่จะไม่ถูกขัดจังหวะจากกิจกรรมอื่นๆ โดยการฝึก ควรจะเป็นแบบ Routine เพราะจะง่ายกว่า

11 AM – 3 PM
          เป็นช่วงที่การสร้างฮอร์โมนต่างๆจะสามารถทำงานได้ดี นอกจากนั้น ยังช่วยผ่อนคลายความเครียดและยังช่วยลดอาการของการกินจุบจิบได้อีกด้วย

ช่วงเย็น

4 PM – 5 PM
          จะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายสามารถยืดหยุ่นได้มากที่สุด และเป็นช่วงที่มีอุณหภูมร่างกายเหมาะสมที่สุด

3 PM – 9 PM
          เป็นช่วงที่ระบบการเผาผลาญทำงานได้ดีที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุด และเป็นช่วงที่ทำให้การทำงานในการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นอีกถึง 5 – 10 %

ดังนั้นถ้าหากคุณต้องการ


ลดน้ำหนัก                คุณควรออกกำลังกายใน    ตอนเช้า

เพื่อผ่อนคลาย          
คุณควรออกกำลังกายใน    ช่วงบ่าย

กล้ามเนื้อแข็งแรง    
คุณควรออกกำลังกายใน    ช่วงเย็น - หัวค่ำ


21 มีนาคม 2558

Clean food

เกาะกระแสอาหาร "Clean food"



กำลังเป็นกระแสที่น่าจับตามองอยู่ไม่น้อยเลยนะครับสำหรับอาหารประเภท Clean food หลังจากที่อาหารชีวจิตเริ่มซา อาหารมังสวิรัติก็ยังได้รับความนิยมเรื่อย ๆ น้ำคลอโรฟิลด์ น้ำหมักต่าง ๆ อาจจะยังคงถูกกล่าวถึงอยู่ แต่ในนาทีนี้ ต้องยกให้กับอาหารประเภท  Clean food หรือ Clean Diet เค้านะครับ

Clean food หรือ Clean Diet
นิยามของคำ ๆ นี้คือ เป็นอาหารที่ได้จากธรรมชาติโดยที่คงรสชาติเดิมเอาไว้  เช่นอาหาร raw food ที่กินสด ๆ อาทิ ผัก ผลไม้ ถั่วเมล็ดแห้ง โดยไม่ผ่านการทำให้สุกหรือโดนความร้อนเลยสักนิด และอีกความหมายหนึ่งคือ อาหารที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุดเพื่อคงความธรรมชาติมากที่สุด(ถ้าย้อนกลับไปมองกันยาวๆ ก็คงจะเป็นเหมือนย้อนสมัยไปในสมัยยุคดึกดำบรรพ์ที่บรรพบุรุษเรากินกันนั่นแหละครับ)

ลักษณะของ Clean food
มักจะประกอบไปด้วยผัก ผลไม้เป็นหลัก เนื้อสัตว์มักเป็นไก่ ปลาหรืออาหารทะเลที่ปรุงด้วยวิธีการต้ม ผัก แกง นึ่ง ย่าง หรือจี่บนกระทะ โดยใช้น้ำมันให้น้อยที่สุดหรือไม่ใช้เลย ส่วนคาร์โบไฮเดรทก็ต้องเป็นแบบเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชต่าง ๆ และจากพืชที่ให้คาร์บสูง เช่น เผือก มัน หรือถ้าเป็นแป้งก็ประเภทโฮลวีท โดยที่ไม่ผ่านการขัดสีจนขาวบริสุทธิ์ เป็นต้น เรียกได้ว่า วัตถุดิบและกรรมวิธีในการปรุงเป็นตัวกำหนดระดับความคลีนของอาหารมีตั้งแต่ Clean food 100% แล้วลดหลั่นลงมา 80-90% หรือ 60-70% ก็มี
Clean food  เริ่มเป็นที่นิยมในต่างประเทศมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1990 แล้ว แต่บ้านเราเพิ่งจะเป็นที่รู้จักเมื่อไม่นานมานี้เอง เริ่มแรกก็ในกลุ่มคนที่ออกกำลังกายที่ต้องการควบคุมแคลอรี หลังจากนั้นก็ลามมายังกลุ่มคนที่ต้องการลดน้ำหนัก เนื่องจากอาหารประเภทนี้ให้พลังงานต่ำ จากนั้นก็แพร่ไปยังบุคคลทั่วไปที่รักสุขภาพและต้องการดูแลตัวเอง
ในต่างประเทศจะมี Clean food จำหน่าย โดยมีบริการจัดส่งถึงบ้านหรือที่ทำงาน โดยอาหารจะถูกออกแบบและเสิร์ฟมาเป็นกล่อง ๆ และระบุให้เสร็จสรรพว่าเป็นอาหารมื้อเช้า กลางวัน หรือเย็น และจะมีฉลากเกี่ยวกับรายละเอียดของอาหารและแคลอรีที่ได้รับในแต่ละมื้อ ส่วนในบ้านเรา เซเลบหรือคนดังหลายคนก็ทำ Clean food ขายกันเป็นล่ำเป็นสันโดยจัดส่งถึงที่เช่นกัน ซึ่งหลายๆเจ้าก็จะมีการสร้างสรรค์เมนูให้เลือกมากมาย
มีการคาดการณ์กันว่า Clean food จะไม่เป็นแค่กระแสที่ผ่านเข้ามาแล้ววูบหายไป หากแต่จะเป็นปรากฎการณ์ที่คงอยู่นานเพราะคนส่วนใหญ่เริ่มหันมาดูแลสุขภาพและออกกำลังกายมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะนอกจากการออกกำลังกายแล้วก็ยังต้องการอาหารประเภทนี้เพื่อควบคุมแคลอรี ตลาด Clean food จึงมีแนวโน้มที่ดีในอนาคต ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะคนที่ทำงานประจำในออฟฟิศจะไม่มีเวลาที่จะหุงหาอาหาร หลายคนทำอาหารไม่เป็น บางคนไม่ชอบเข้าครัว ทางที่สะดวกที่สุดคือการซื้อกิน แต่ดูเหมือน Clean food จะไม่ค่อยมีขายโดยทั่วๆไปเหมือนร้านข้าวแกงหรือร้านอาหารตามสั่ง จะสั่งซื้อหรือก็มีไม่กี่เจ้า ถ้าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารท่านใด สนใจลองเกาะตลาดนี้ดู ศึกษาเรื่อง Clean food ให้ดี โดยการออกแบบแพคเกจดีๆ โลโก้สวย ๆ พร้อมกับติดฉลากโภชนาการและระบุปริมาณแคลอรี่เข้าไปด้วย และที่สำคัญรสชาติจะต้องโดนใจ เพราะหากสามารถสร้างความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นๆได้ ตลาด Clean food จะเป็นตัวทำเงินได้แน่นอน

20 มีนาคม 2558

YOYO Effect

โยโย่ เอฟเฟค ???


เป็นคำที่ใช้เรียกลักษณะของการเหวี่ยงขึ้นอย่างรวดเร็วของน้ำหนักตัว คำว่าโยโย่ ก็คือลูกข่างชนิดนึงซึ่งหมุ่นโดยเเกน เเละเชือก เวลาเราเล่นโยโย่ เราจะต้องจับลูกโยโย่โยนลงพื้น โดยถ้าหากเราส่งเเรงน้ำหนักทิ้งลงไปมาก ลูกโยโย่ก็จะดีดกลับขึ้นมาเร็วเเละเเรง ซึ่งเปรียบได้กับการเหวี่ยงตัวขึ้นของน้ำหนักตัวหลังจากทำการลดน้ำหนักอย่างผิดวิธีว่าเป็น โยโย่ เอฟเฟค

โยโย่ เอฟเฟค  คืออะไร

เป็นคำถามที่ใคร ๆ ต่างคิดว่า การเกิดโยโย่ เอฟเฟค นั้น เป็นการเกิดจากการทานยาลดความอ้วนเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการเกิด  โยโย่ เอฟเฟค นั้น ยังสามารถเกิดจากการที่เราพยายามควบคุมอาหาร หรือการเปลี่ยนชนิดอาหาร ดังนั้นมันจึงไม่ได้เกิดจากการทานยาลดความอ้วนได้เพียงอย่างเดียว
ซึ่งถ้าจะพูดกันไปแล้วมันก็คือภาวะการขาดความสมดุลของร่างกายนั่นเอง ด้วยความที่ร่างกายของเรามีความสลับ ซับซ้อน เพราะระบบการทำงานสามารถสั่งได้ ด้วยกิจวัตรประจำวัน สมดุลเคมี ฮอร์โมนจาก ต่อมไร้ท่อ ระบบประสาทส่วนกลาง และอื่นๆอีกมาก และร่างกายของคนเราก็อาศัยความเคยชินกับปริมาณอาหารและปริมาณแคลลอรี่ ที่ได้รับในแต่ละวัน รวมถึงกิจกรรมต่างๆที่เราทำในแต่ละวัน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดขนาดของเมตาบอลิซึ่ม (การเผาผลาญพลังงานในร่างกาย)
         ซึ่งจะต้องทำงานควบคุมกับการผลิต ฮอร์โมนบางตัวจากต่อมไร้ท่ออย่าง ไทรอยด์ฮอร์โมน เพื่อควบคุมการเผาผลาญพลังงาน ความสมดุลของการกิน การใช้พลังงานและ ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนในคนปกติจะแตกต่างจากผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ (มี 2 แบบ คือทำงานมากไปกับน้อยไป ถ้ามากไปก็จะไปกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มมีมากเกินไป ก็จะทำให้ผอม ใจสั่น เหนื่อยง่าย ถ้าน้อยไปจะอ้วนง่าย เฉื่อยชา หนาวง่าย เพราะเมตาบอลิซึ่มน้อยเกินไป)
         การลดน้ำหนักโดยการลดปริมาณอาหารที่ ทาน หรือเปลี่ยนชนิดอาหาร เพื่อควบคุมแคลลอรี่ที่ได้รับให้แต่ละวัน เป็นวิธีที่นิยมและน่าจะไม่เป็นอันตราย อย่างสูตร เท่านั้นเท่านี้วันอย่างที่ใช้ๆกันอยู่ มันก็เป็นวิธีที่ดีและถูกต้อง เช่น ปกติเราใช้พลังงานวันละ 800 – 1,200 kcal ถ้าเราทานอาหารวันละ 400 kcal เราก็จะสามารถดึงของเก่าที่เราสะสมใน ร่างกายเราออกมาใช้ได้วันละ 400 – 600 kcal
  แต่ถ้าเราลดปริมาณอาหารลงอย่างรวดเร็วติดต่อกันสัก 3 วัน ร่างกาย จะรับรู้ไปว่า ชั้นกำ...ลัง...จะ...อด...ตาย ช่วยด้วย !!!” ดังนั้นร่างกายก็จะลดการเผาผลาญของพลังงานลง จากวันละ 800-1200 kcal เป็น 400-600 kcal เพื่อเป็นการกักเก็บ และสะสมไว้ให้มากที่สุด เพราะร่างกายกลัวจะอดตาย ดังนั้นในช่วงแรกๆน้ำหนักก็จะลดลงเร็วมาก แต่พอผ่านไปได้อีกซักระยะ มันก็ไม่ลงซักขีด และเราก็จะท้อ ขอพอดีกว่า ไม่เอาดีกว่า แล้วก็กลับมากินอย่างเดิมๆแบบที่เคยชิน
  แต่ร่างกายที่กำลังจะอดตายของเรากลับยังเผาผลาญวันละ 400 kcal เท่านั้นเอง หมายความว่าเราเหลือวันละ 800 kcal ที่เปลี่ยนเป็นไขมันไปกักเก็บตามส่วนต่างๆ เหมือนเดิม จากที่ลดไป 9 กิโล ก็สามารถกลับมาเพิ่มอีก 15 กิโลได้อย่างง่ายดาย (สุดยอดเลยเน๊อะ)
ดังนั้น วิธีการสำหรับการลดน้ำหนักที่ได้ผลในระยะยาวคือการควบคุมอาหารอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับออกกำลังกาย(ด้วยนะจ๊ะ) เพื่อเป็นการคงระดับของเมตาบอลิซึ่มให้พอดี กับอาหารที่ทาน และกิจกรรมที่ทำ
  กรณีสูตรเท่านั้นเท่านี้วัน เนี่ยมันก็ดีนะครับ สามารถลดได้เร็วและเป็นแรงผลักที่ดีให้กับที่อยากลดน้ำหนักหรือลดความอ้วน แต่เมื่อลดได้แล้ว สิ่งที่สำคัญหลังจากนั้นคือ คุณต้องควบคุมปริมาณอาหารอย่างต่อเนื่อง (ไม่ใช่ลดได้แล้วก็ไปเลี้ยงฉลอง แล้วก็กลับมาสู่วัฏจักรเดิมๆ)ทั้งนี้ก็เพื่อให้ร่างกายชินกับปริมาณอาหารที่ได้รับ จนไม่เกิดอาการคิดว่าจะอดตายแล้ว จากนั้นก็ค่อย ๆ ปรับมากินให้เหมาะกับปริมาณของแคลอรี่ที่ควรได้รับในแต่ละวันของคุณเอง
ดังนั้นอุปนิสัยในการกินของคุณต่างหากที่เป็นเหตุผลสำคัญในการกำหนดน้ำหนักของตัวคุณ !!!

Note : เมื่ออายุของคุณเริ่มมากขึ้น (โดยเฉพาะในวัยขึ้นเลข 3) ระดับของเมตาบอลิซึ่ม ก็จะลดลงซึ่งสวนทางกับอายุ ดังนั้นคุณจึงควรจะควบคุมปริมาณแคลอรี่ให้ลดลง และควรเพิ่มกระบวนการเมตาบอลิซึ่มขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกายนะครับ


19 มีนาคม 2558

10 วิธี ดูแลฟัน...ไม่ง้อหมอ

         
ออกกำลังกายก็แล้ว เลือกทานอาหารดีๆให้กับสุขภาพก็แล้ว วันนี้เรามาดูแลรักษาสุขภาพฟันกันบ้างดีกว่านะครับ  โดยข้อมูลที่ได้นี้เรานำมาจากเว็บไซต์ของอินเดีย ในเรื่องของการดูแลฟันของเราอย่างไรให้มีสุขภาพฟันที่ดีอยู่เสมอ ซึ่งเว็บไซต์อินเดียได้แนะนำข้อปฏิบัติ 10 ข้อ ที่จะช่วยให้ฟันของเราแข็งแรง

1. ดื่มน้ำมากๆ
          เพราะเป็นการล้างปากตามธรรมชาติที่จะช่วยลดคราบชา กาแฟ และไวน์ที่ติดอยู่ที่ฟัน 

2. การทานผักและผลไม้
          ควรทานผักและผลไม้ให้มากสักหน่อย เพราะว่าผักและผลไม้กรอบๆ เช่น แอปเปิ้ล เซเลอรี แตงกวา และแครอท จะช่วยทำความสะอาดปากไปโดยธรรมชาติ ทำให้พวกเศษอาหารหรือคราบที่ติดค้างตามเหงือกและฟันจะถูกดึงออกมาในระหว่างที่คุณเคี้ยว 

3. กินชีสหลังอาหารค่ำ
          เพื่อช่วยลดสภาพความเป็นกรดในปากให้เป็นกลาง 

4. เคี้ยวหมากฝรั่งไร้น้ำตาล
          เพราะระหว่างเคี้ยวหมากฝรั่งจะทำให้มีน้ำลายออกมา ซึ่งจะช่วยล้างคราบกรดและทำให้เคลือบฟันแข็งแรง และควรแปรงฟันหลังดื่มเครื่องดื่มที่เป็นกรด แต่อย่าแปรงทันที ต้องทิ้งช่วงห่างอย่างน้อย 20 นาที 

5. บ้วนปากด้วยน้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
          ผสมน้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์สักเล็กน้อย ใช้บ้วนน้ำหลังแปรงฟัน จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและทำให้ฟันขาวขึ้น แต่อย่ากลืนลงท้องนะครับ

6. ใช้หลอดในการดูด
          ไม่ว่าจะเป็น กาแฟ หรือไวน์ ควรใช้หลอดดูดแทนการดื่มโดยตรง ฟังดูอาจแปลกหน่อย แต่เขาบอกว่าช่วยลดการทิ้งคราบลงบนฟันขาวได้ดี 
  
7. ใช้แปรงนิ่มๆแปรงฟัน
          โดยอาจใช้น้ำร้อนลวกแปรงก่อนจะแปรงฟันก็ได้ 
  
8. ทำความสะอาดลิ้น
          การทำความสะอาดลิ้นก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะลดกลิ่นปากและทำให้สุขอนามัยในช่องปากดีขึ้น 
  
9. หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล
          เพราะมันเป็นอาหารชั้นดีให้แบคทีเรีย อันเป็นเหตุให้ฟันผุได้ 

10. ไหมขัดฟัน 
          เมื่อแปรงฟันแล้วต้องใช้ไหมขัดฟันด้วย พร้อมกันนั้นก็ต้องหมั่นไปพบทันตแพทย์ให้ตรวจฟัน หรือขูดหินปูนเป็นระยะๆ

          ถ้าเราปฏิบัติตามข้อปฏิบัติครบ 10 ข้อนี้ รับรองว่าเราจะมีสุขภาพฟันที่สะอาดและแข็งแรง เสริมสร้างบุคลิกภาพ และสร้างความมั่นใจในการพูดคุยกับคนอื่น เพราะถ้าคุณมีกลิ่นปากหอมสดชื่นรับรองว่าใครๆก็ อยากคุยด้วยอย่างแน่นนอน นอกจากนี้แล้วยังจะช่วยคุณเซฟค่าใช้จ่ายในการรักษา เพราะในยุคนี้ค่าทำฟันมันแพงนะครับ ฉะนั้นถ้าจะให้ดีควรรักษาฟันเอาไว้ให้แข็งแรงก่อนที่ต้องถึงมือหมอดีกว่าครับ


ที่มา : เว็บไซต์เดอะไทม์ออฟอินเดีย โดยดร.ชันทานุ จาราดิ 

17 มีนาคม 2558

ลดอ้วนด้วยสมุนไพร

8 สมุนไพร พิชิตอ้วน



          มาลดน้ำหนักแบบง่ายๆแบบปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายกับสุดยอดสมุนไพรที่ผมอยากเอามาแนะนำคุณๆดูกันนะครับ

1. พริกไทยดำ
สรรพคุณ ช่วยเร่งการเผาผลาญของไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกาย

2. ส้มแขก
สรรพคุณ ช่วยลดการอยากอาหารและช่วยทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น

3. ใบมะขามแขก
สรรพคุณ ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย เป็นตัวช่วยระบาย แก้ท้องผูก

4. ส้มป่อย
สรรพคุณ ช่วยลดไขมันและช่วยป้องกันการสะสมของไขมันที่อยู่ในร่างกาย

5. มะเขือพวง
สรรพคุณ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันและลดเบาหวาน

6. ลูกสำรอง
สรรพคุณ ช่วยดักจับไขมันในอาหาร และช่วยเพิ่มกากใยในระบบขับถ่าย

7. ดอกคำฝอย
สรรพคุณ ช่วยลดไขมันในเลือด และลดการอุดตันในเส้นเลือด

8. มะขามป้อม
สรรพคุณ ช่วยให้รูปร่างกระชับ ผิวเนียนใสและเต่งตึง


11 มีนาคม 2558

ล้วงลึก...ชาเชียว

ชาเขียว (Green Tea)

          ความมหัศจรรย์ของชาเชียวนั้น เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ช่วยต่อต้านความแก่ชรา โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง และโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นและจีนนั้น ผู้คนต่างตระหนักถึงประโยชน์ที่ได้จากชาเขียวมาเป็นระยะเวลานานหลายศตวรรษแล้ว ที่จริงแล้วในตอนแรก ชาวจีนดื่มชาเขียวเพื่อเป็นยามากกว่าจะเป็นเครื่องดื่ม จากนั้นชาวจีนได้แนะนำชาเขียวให้กับพระในนิกายเซน ซึ่งได้นำชาเชียวไปแนะนำต่อให้กับขุนนางชาวญี่ปุ่น และนักรบชาวญี่ปุ่นยุคโบราณ แล้วการดื่มชาเขียวก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมญี่ปุ่นในเวลาหลายสตวรรษต่อมา

          ทำไมชาเขียวจึงดีต่อสุขภาพมกกว่าชาดำ (Black Tea) ซึ่งเป็นชาที่ชาวฝั่งยุโรปดื่มมาเป็นเวลานานกว่ามาก ชาเขียวนั้นได้มาจากใบของต้นชาหรือต้น Camellia Sinensis เช่นเดียวกับชาดำ แต่ความแตกต่างระหว่างชาสองแบบนั้น อยู่ที่กระบวนการผลิต โดยชาเขียวจะได้มาจากยอดใบชาที่พึ่งเด็ดมาจากต้น แล้วนำมาอบไอน้ำ ส่วนชาดำนั้นได้มาจากการนำใบชามาทำให้แห้ง โดยการรีดน้ำที่หล่อเลี้ยงใบชาออกมาทั้งหมด แล้วจึงนำไปหมักเพื่อให้ได้ใบชาที่แห้งสนิท ซึ่งกระบวนการหมักนี้ทำให้สาร Polyphenols ที่อยู่ในชามีปริมาณลดลง ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติในการรักษาโรค โดยสาร Polyphenol เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งโรคมะเร็ง

          มีการศึกษามากมายที่แสดงให้เห็นว่าสาร Polyphenols ที่อยู่ในชาเขียว (คือ EGCG หรือ Epigallocathechine gallate ซึ่งเป็นสาร Catechine ประเภทหนึ่ง) มีประสิทธิผลและช่วยป้องกันมะเร็งได้มากว่าวิตามิน C และ E นอกจากนี้ชาเขียวยังช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกาย ลดความดันโลหิต และกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโรค และในอีกเหตุผลหนึ่งในการดื่มชาเขียวก็คือ มันช่วยในการลดน้ำหนักด้วย

          ชาเขียวประเภทที่ดีที่สุดคือชา Sencha และ Matcha โดย Matcha เป้นชาที่มีความพิเศษกว่า เนื่องจากในประเทศญี่ปุ่นจะใช้  Matcha ในพิธีชงชาและในโอกาสพิเศษ ดังนั้น สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว Matcha ถือเป็นสิ่งที่มีชื่อและโด่งดังเหมือนกับไวน์จากเมือง Bordeaux ของฝรั่งเศส  ชา Matcha เป็นชาผงที่ได้จากใบชาชั้นดี ซึ่งปลูกในพื้นที่ร่ม ใบชาที่ได้ถูกนำไปอบไอน้ำและรีดน้ำออกจนแห้ง แล้วจึงนำไปบดให้เป็นผง ในระหว่างพิธีชงนั้น ผู้ชงชาจะใช้ช้อนขนาดเล็กที่ทำจากไม้ไผ่ตักผงชาละเอียด 1 ช้อน ใส่ลงไปในถ้วยดินเผา แล้วใช้แปรงที่ทำจากไม้ไผ่ คนชาเข้าด้วยกันจนเป็นเครื่องดื่มสีเขียว รสชาติดี มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

          ใบชาที่ใช้ทำ Sencha จะถูกเก็บตลอดทั้งปี แต่การเก็บเกี่ยวครั้งแรก (ในวันที่ 2 หรือ 3 ของเดือนพฤษภาคม) จะได้ใบชาที่มีคุณภาพดีที่สุด Sencha เป็นชาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น โดยมักจะดื่มในยามบ่ายกับขนมหวาน

          คนญี่ปุ่นจะดื่มชาเกนมัย (Genmai-cha) หลังอาหาร ซึ่งเป็นชาเขียวที่มีกลิ่นและรสหอมชวนดื่ม เนื่องจากมีการผสมข้าวคั่วลงไปในชาด้วย ชาชนิดนี้ช่วยในการย่อยอาหารและเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับยามเช้า  

          ชาเขียวประเภทอื่นที่รู้จักกันดีได้แก่ชา Bancha และชา Chinese gunpowder โดยใบชาที่ใช้ทำ Bancha จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีรสอ่อน ทำให้เหมาะที่จะดื่มทุกวัน ส่วนคำว่า “Gunpowder” นั้นมาจากรูปร่างของใบชาที่สามารถนำมาม้วนให้กับ ลูกบอลลูกเล็กๆได้ นี่เป็นชาเขียวบริสุทธิ์ที่มีสีเขียวเข้ม

           Sencha , Genmai-cha และ  Matcha ไม่ได้เหมือนกับพวกชาเขียวที่เป็นถุงชงที่วางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ดังนั้น ผลในการช่วยรักษาสุขภาพของชาเขียวที่ผลิตกันเป็นอุตสาหกรรมเหล่านี้จึงเทียบกันแบบไม่ติดฝุ่นเลยกับชาเขียว 3 ชนิดข้างต้นเลย การเลือกซื้อชาเขียวที่ผมขอแนะนำคือให้เลือกซื้อชาเขียวที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติในญี่ปุ่น เนื่องจากยังมีไร่ชาหลายแห่งในญี่ปุ่นที่ยังใช้วิธีการเด็ด ตัด และแปรรูปใบชาตามแบบดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาในครอบครัวอยู่ ถึงแม้ว่า Sencha ที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติจะหาได้ง่าย แต่ Matcha ที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติกลับหายากมาก แม้กระทั่งในญี่ปุ่นเองก็ตาม จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ชาชนิดนี้มีราคาแพงมาก

          ชาเขียวเป็นชาที่ปลอดสารพิษ ในประเทศญี่ปุ่นและประเทศอื่นที่มีวัฒนธรรมการดื่มชา จะมีอัตราการดื่มชาเฉลี่ยประมาณ 3 ถ้วย/วัน (ในประเทศไทยเราก็อาจจะมากกว่านั้น โดยขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นจะมีแจกรางวัลเป็นอะไร 555) ซึ่งเป็นปริมาณที่ทำให้ได้รับสาร Polyphenols ประมาณ 240 -320 มิลลิกรัม ชาเขียวมีสาร Theine และมีฤทธิ์ในการกระตุ้นอ่อนๆ ดังนั้น การดื่มชาเขียวมากเกินไปก่อนที่จะนอน อาจทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น แต่การมีหลายคนที่ร่างกายตอบสนองต่อคาเฟอีนได้รวดเร็ว ก็ยังไม่ค่อยได้รับผลจากฤทธิ์ในการกระตุ้นของชาเขียว คุณไม่ควรดื่มชาเขียวเมื่อหายร้อนแล้ว เพราะมันจะยิ่งเพิ่มฤทธิ์การกระตุ้นให้รุนแรงขึ้น

          จากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้ได้แสดงให้เห็นว่า ชาดำธรรมดาก็มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน โดยชาดำก็มีสาร Theine ถึงแม้ว่าจะมีในปริมาณที่น้อยกว่ากาแฟก็ตาม (30 ถึง 80 มิลลิกรัมต่อถ้วย)



          คนทั่วโลกดื่มชาสมุนไพร เพื่อการรักษาโรคมาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว ชาสมุนไพรที่ไร้สิ่งเจือปน (ซึ่งได้จากสมุนไพรสดหรือสมุนไพรอบแห้ง) ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง และอาจมีผลในการรักษาโรคได้ ถ้าหากนำไปใช้อย่างถูกวิธี แต่ชาส่วนมากที่ขายและโฆษณาว่าเป็น ชาสมุนไพรนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงชาดำธรรมดา ที่มีการเติมสมุนไพรบางอย่าง (หรืออาจใส่กลิ่นสังเคราะห์) ลงไป ดังนั้นคุณจึงควรหลีกเลี่ยงชาประเภทนี้นะครับ

9 มีนาคม 2558

มหัศจรรย์แห่ง...น้ำ

ดื่ม...เพื่อชีวิต

               
          ปริมาณ 2 ใน 3 ของร่างกายมนุษย์ประกอบไปด้วยน้ำ และแท้จริงแล้ว น้ำถือเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ถ้าหากร่างกายขาดน้ำหรือได้รับน้ำไม่เพียงพอ กระบวนการทำงานต่างๆของร่างกายก็จะเริ่มหยุดการทำงาน และก็จะถึงแก่ความตายในที่สุด ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น ร่างกายสามารถอยู่รอดได้เป็นเวลานานหากปราศจากอาหาร (กินเวลาประมาณ 2 เดือน) แต่จะอยู่ได้เพียงไม่กี่วันถ้าหากไม่ได้รับน้ำหรือของเหลวอื่น ตามทฤษฎีแล้ว ร่างกายของคนที่มีสุขภาพแข็งแรงและรับประทานอาหารตามปกติจะต้องได้รับน้ำเพื่อไปใช้ในการทำงานของร่างกายประมาณ 3 ลิตร/วัน โดยที่ 2 ใน 3 ของปริมาณดังกล่าวจะต้องอยู่ในรูปของของเหลว ส่วนอีกหนึ่งในสามจะเป็นน้ำที่เราได้จากผักหรือผลไม้ จากส่วนที่เป็นน้ำในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมและธัญพืช เนื้อสัตว์และปลา แล้วท้ายที่สุด ร่างกายก็จะได้รับน้ำจากกระบวนการการย่อยสลายกลูโคส (Glucose combustion)
                โดยสภาพอากาศที่เราอยู่และกิจกรรมที่เราทำจะเป็นตัวกำหนด ว่าเราต้องการปริมาณน้ำมากขนาดไหน โดยเฉลี่ยร่างกายจะสูญเสียน้ำประมาณ 1 ½  ลิตร จากการหายใจ การเสียเหงื่อ การย่อยอาหาร การขับถ่ายและทางปัสสาวะ การเล่นกีฬา และการทำงานที่ต้องใช้แรงมาก หรืออากาศที่ร้อนมาก ต่างเป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำผ่านทางเหงื่อมากกว่า แม้แต่ในอากาศหนาว หรือร่างกายมีไข้ ก็อาจทำให้เราเกิดการขาดน้ำได้เร็วกว่าที่คิดก็ได้

แค่ดื่ม...ก็ได้เรื่อง

               คือเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะร่างกายต้องการน้ำในปริมาณที่มาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะดื่มน้ำอะไรก็ได้ (แน่ะ คุณนึกถึงเบียร์หรือไวน์อยู่รึปล่าวครับ ) หลายคนเลือกที่จะดื่มกาแฟหรือน้ำอัดลมในปริมาณที่เรียกได้ว่าแทบจะดื่มแทนน้ำเปล่า ในขณะที่หลายคนก็คิดว่าดื่มน้ำผลไม้แทนการดื่มน้ำอัดลมจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า แต่เครื่องดื่มที่ดีที่สุดกับสุขภาพร่างกายของคุณ หาใช่สิ่งหล่านั้นไม่ แต่ทว่ากลับเป็น น้ำเปล่าครับ น้ำเปล่าบริสุทธิ์เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดกับสุขภาพของคุณครับ

เพื่อสุขภาพที่ดี


คุณควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว/วัน (ลืมน้ำอื่นๆที่คุณคิดไปก่อนนาครับ เพราะน้ำที่ผมแนะนำให้คุณดื่มอาจจะไม่ใช่อย่างที่คุณคิด) ชาเขียว(ร้อน)อย่างน้อย 3 แก้ว/วัน  ไวน์แดง 1-2 แก้ว และพยายามจำกัดการดื่มกาแฟ(หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน) ให้เหลือเพียง 1-2 แก้ว/วัน

               น้ำ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อโลกและเหล่ามนุษยชาติ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายนะครับ ที่โลกของเรามีปริมาณน้ำบริสุทธิ์เหลืออยู่เพียงน้อยนิดเท่านั้น เพราะน้ำส่วนใหญ่ของเราถูกปนเปื้อนไปด้วยสารพิษ สารเคมี ทั้งจากอุตสาหกรรม เกษตรกรรม เขตชุมชนเมือง สารแคมีใช้เพื่อทำความสะอาด ฐานทัพ ท่อทิ้งของเสีย กากสารเคมี เครื่องทำความร้อนจากน้ำมัน เชื้อเพลิงซึ่งฝังอยู่ใต้ดิน เป็นต้น โดยสิ่งเหล่านี้ต่างเป็นต้นเหตุจากการเป็นตัวสร้างมลพิษให้กับทางน้ำและแหล่งน้ำใต้ดิน ยาฆ่าแมลง น้ำมันเบนซินและตัวทำละลายชนิดอื่นที่ใช้ในอุตสาหกรรม น้ำมันปิโตรเลียม สาร Trihalomethane (สารที่ได้จากคลอรีน) และสารเคมีที่เป็นพิษอื่นๆ ต่างเป็นสิ่งมีพิษที่มักจะพบในน้ำ หรือฝนกรดซึ่งเป็นผลของมลพิษทางอากาศ ก็เป็นตัวชะล้างสารอะลูมิเนียมที่อยู่ในดินที่ใส่ปุ๋ยเคมี และจากแหล่งอื่นๆออกมา แล้วสารอะลูมิเนียมเหล่านี้ก็จะไหลลงไปสะสม รวมตัวกันอยู่ในแหล่งน้ำใต้ดินและทางน้ำต่างๆ
                จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่แทบจะไม่มีใครคิดจะดื่มน้ำประปา ถึงแม้ว่าบริษัทที่ให้บริการน้ำประปาและรัฐบาลต่างพยายามรณรงค์ที่จะให้เราดื่ม และบอกเราเสมอๆว่า น้ำประปาดื่มได้หรือ  “น้ำประปา สะอาด ปลอดภัยคุณภาพน้ำประปาที่เราใช้ จะแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาค และอาจจะแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงเวลาด้วย ดังนั้น ผมขอให้คำแนะนำแก่คุณว่า อย่าดื่ม หรืออย่านำมาทำอาหาร หรือชงชา/กาแฟ แต่ถ้าจะต้องใช้จริงๆ ผมขอแนะนำเพิ่มอีกอย่างว่าให้ติดตั้งระบบกรองน้ำแบบ Reverse osmosis เพื่อกรองน้ำให้สะอาดบริสุทธิ์ขึ้น

วิธีกรองน้ำในแบบต่างๆ

การกรองด้วยถ่านกัมมันต์ (Activated Charcoal Adsorption) : ระบบการกรองด้วยถ่านกัมมันต์จะช่วยกำจัดสารคลอรีนออกไปได้บางส่วน กำจัดกลิ่นคาว กลิ่นเหม็นอับ และสิ่งเจือปนอื่นๆ ได้มากมาย ยกเว้นพวก สารฟลูออไรด์ ยาฆ่าแมลง และโลหะหนัก วิธีนี้จะทำให้พวกเหล่านี้จะไม่ถูกกำจัดออก และคุณจำเป็นต้องเปลี่ยนไส้กรองเป็นประจำ เพื่อกันสารตกค้างเหล่านี้ที่สะสมเนื่องจากการใช้เป็นระยะเวลานานๆ ถ่านดูดกลิ่น (Silver carbon) ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ก็ยังมีอนุมูลของถ่านที่ปนเปื้อนอยู่ดี

การกลั่น (Distillation) : น้ำที่ถูกกลั่นจนระเหยเป็นไอและควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ เพื่อให้แร่ธาตุที่ละลายอยู่ในน้ำ สารเคมี และสิ่งเจือปนต่างๆ ตกตะกอนอยู่ในหม้อต้ม แต่สารปนเปื้อนบางอย่าง (เช่น Trihalomethane จากคลอรีน) จะมีจุดเดือดต่ำกว่าน้ำ และยังคงอยู่ในน้ำที่กลั่นออกมาแล้ว มาตรฐานน้ำดื่มที่ดี จะถูกต้มจนเดือดที่อุณหภูมิ 159 องศาเซลเซียส ส่วนการกลั่น จะอยู่สูงถึงที่ 180 องศาเซลเซียส ดังนั้นการดื่มน้ำกลั่นจึงดีกว่าการดื่มน้ำประปาแน่นอน

การกรองด้วยวิธี Reverse Osmosis : โดยใช้อุปกรณ์พิเศษที่ดันให้น้ำไหลผ่านไส้กรองแบบเลือกผ่าน (Semi-permeable filter) เพื่อดักเอาสิ่งเจือปนและสารปนเปื้อนที่มีอนุมูลขนาดใหญ่เอาไว้ จะไม่มีการให้ความร้อนกับน้ำ แต่แร่ธาตุส่วนใหญ่และสารพิษในน้ำจะถูกกรองออกไป และได้น้ำบริสุทธิ์ซึ่งสามารถใช้ดื่มได้ออกมา เนื่องจากเราได้แร่ธาตุที่เพียงพอจากอาหารที่เราทานแล้ว (ผัก)

การทำให้น้ำกระด้างด้วยวิธีการแลกเปลี่ยนไอออน (Water softeners via Ion Exchange) : ทำง่ายๆได้โดยการเติมเกลือลงไปในน้ำ ซึ่งเราไม่แนะนำให้ดื่มน้ำที่ได้จากวิธีนี้นะครับ เพราะการบริโภคเกลือที่มากเกินไปจะส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพ น้ำที่มีความกระด้างน้อยลงนี้ จึงเหมาะแก่การนำไปซักล้างมากกว่า (หรือจะใช้ซักผ้าหรืออาบก็ได้) แต่ไม่แนะนำให้นำมาบริโภคนะครับ

แหล่งน้ำจากธรรมชาติ (Source water) : แหล่งน้ำที่ได้จากใต้ดินนี้ จะมีความบริสุทธิ์และถูกกลั่นกรองมาจากธรรมชาติ เนื่องจากน้ำจะถูกดันให้ไหลผ่านลงไปยังชั้นต่างๆ ของดิน ดังนั้น น้ำจากแหล่งธรรมชาติจึงเป็นแหล่งของแร่ธาตุชั้นดี

น้ำบ่อ (Well water) : เป็นน้ำที่ถูกสูบขึ้นมาจากแหล่งน้ำใต้ดิน ด้วยบ่อที่ทำด้วยฝีมือคน น้ำจากแหล่งนี้อาจมีการเจือปนด้วยสารเคมีที่เป็นพิษที่ไหลซึมลงไปในดิน ผมจึงไม่ขอแนะนำให้ดื่มน้ำจากแหล่งนี้

น้ำดื่มบรรจุขวด (Bottle water) : น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีปัจจัยเสี่ยงน้อยที่สุด เนื่องจากมีแร่ธาตุเป็นจำนวนมาก มีระบบความเป็นกรดที่เหมาะสม และมีปริมาณเกลือในระดับปกติ

เพื่อสุขภาพที่ดี

          น้ำที่เหมาะสมสำหรับการดื่ม คือน้ำที่ได้จากการทำให้บริสุทธิ์ด้วยวิธีการกรองแบบ Reverse Osmosis น้ำดื่มบรรจุขวดคุณภาพสูงได้แก่พวกน้ำแร่ต่างๆ และน้ำที่เหมาะสมสำหรับการดื่มไม่ควรจะมีโลหะหนักปนเปื้อนอยู่  และควรมีเกณฑ์ต่างๆดันนี้ครับ
-          ค่าความต้านทานของน้ำที่ดีต่อสุขภาพควรจะอยู่ที่ 5,000 โอห์ม แต่น้ำประปาไม่จำเป็นจะต้องมีค่าเท่านี้ และจะมีค่าสูงกว่านี้มาก เนื่องจากเป็นน้ำที่มีแร่ธาตุอยู่ในปริมาณสูง
-          ค่า pH ของน้ำแร่ที่ดีควรอยู่ระหว่าง 5 และสูงสุดไม่ควรเกิน 7 น้ำที่มีค่า pH สูงกว่า 7 จะทำให้น้ำมีความเป็นด่างสูง และถือว่าเป็นพิษ
น้ำที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อน้ำพุร้อนจะมีความดันของอิเล็กตรอนอยู่ระหว่าง 4 ถึง 25 rH2 ส่วนระดับความดันของอิเล็กตรอนที่สูงกว่านี้ (มากกว่า 35 rH2) แสดงให้เห็นว่ามีเชื้อราและแบคทีเรียปนเปื้อนอยู่ในน้ำ

อาการขาดน้ำ

          ความรู้สึกกระหายน้ำเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าร่างกายขาดน้ำถึงขีดสุดแล้ว คุณต้องพยายามเลี่ยงความรู้สึกกระหายน้ำด้วยการจิบน้ำทีละน้อยแต่บ่อยๆ ในระหว่างวัน โดยคุณอาจจะกำหนดให้ตัวเองต้องดื่มน้ำ 1 แก้วทุกๆ 1 ชั่วโมง โดยสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณขาดน้ำอย่างชัดเจนคือ
-          ปวดศีรษะ
-          ปัสสาวะมีสีเข้ม
-          อ่อนเพลีย
-          ผิวแห้งและซีดเซียว
-          รู้สึกคลื่นไส้
-          ขาดสมาธิ
-          เกิดอาการเบลอ
และการขาดน้ำยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดนิ่วในไตอีกด้วย