22 พฤศจิกายน 2558

ประโยชน์ กล้วยๆ


ประโยชน์ กล้วยๆ

          จากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ระบุชัดเจนว่าการรับประทานกล้วยแค่วันละ 2 ลูกจะช่วยเพิ่มพลังงานในร่างกายได้เทียบเท่ากับการออกกำลังกายถึง 90 นาที เนื่องจากในกล้วย อุดมไปด้วยน้ำตาลจากธรรมชาติรวมถึง 3 ชนิด นั่นก็คือ ซูโครส กลูโคส และฟรุตโทส ซึ่งมีส่วนช่วยในการเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย

          นอกจากนี้แล้วในกล้วยยังอุดมไปด้วยเส้นใยและกากอาหาร และยังวิตามินและแร่ธาตุนา ๆชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ธาตุเหล็ก ธาตุโพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุแมกนีเซียมคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี6 วิตามินบี12 และ วิตามินซี เป็นต้น นอกจากนี้ในกล้วยนั้นยังมีวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆมากกว่าผลไม้บางชนิดอย่างเช่น แอปเปิ้ลถึง 2 เท่า โดยมีคาร์โบไฮเดรตมากกว่า 2 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่า 3 เท่า มีโปรตีนมากกว่า 4 เท่า วิตามินเอและธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่าด้วยกัน และการกินกล้วยที่ดีที่สุดคือให้กินเวลาเช้าเพื่อจะช่วยให้ระบบต่าง ๆในร่างกายทำงานได้ดี และการกินกล้วยทุกวันๆละ 2 ผลถือเป็นสิ่งที่ดีและวิเศษมาก ๆ จะกล้วยหอม กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้าก็ได้ทั้งนั้น และในกล้วยแต่ละชนิดก็ให้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน


กล้วยหอม



- ช่วยในการเลิกบุหรี่
- ลดอาการปวดหัว หงุดหงิด อาการปวดท้องช่วงก่อนมีประจำเดือน
- ลดภาวะโลหิตจาง และลดความดันโลหิต
- ลดการเกิดหลอดเลือดในสมอง


กล้วยไข่ (มีเบต้าแคโรทีนมากที่สุด)



- ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์
- ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย
- ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

คำแนะนำ – เนื่องจากในกล้วยไข่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตสูง ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับคนที่เป็นเบาหวาน หรือคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก


กล้วยน้ำว้า (มีแคลเซียมสูงที่สุด)



- แก้เลือดออกตามไรฟัน
- ลดอาการท้องเดินแบบไม่รุนแรงได้
- มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก

27 เมษายน 2558

ปั่นไป...ทำไม???

ปั่นไป...ทำไม???


กระแสการปั่นจักรยานดูจะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆแล้วนะครับ แต่ไม่ว่ามันจะเป็นแค่เทรนด์แค่ระยะสั้นๆหรือจะคงทนถาวรไปยาวๆ ก็คงต้องดูกันต่อไปเรื่อยๆนะครับ แต่ถ้าไหนๆ เมื่อคิดจะมาปั่นจักรยานกันเพื่อสุขภาพหรือเพื่อกระแสรักษ์โลก เราก็ควรจะต้องรู้ถึงประโยชน์หรือข้อดีที่ได้จากการปั่นกันนะครับ

ประโยชน์ที่ได้จากการปั่นจักรยาน

ด้านการเผาผลาญและทางการแพทย์

จากกการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ สำหรับคนที่มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ถ้าเดินประมาณ 3 กิโลเมตร/ชั่วโมง (เดินเร็ว) จะใช้พลังงานไป 2.3x60 = 138 กิโลแคลอรี่/การเดิน 1 ชั่วโมง แต่ถ้าขี่จักรยานในอัตราประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็จะเผาผลาญและใช้พลังงานในปริมาณที่พอๆ กับการเดิน 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นหมายความว่าประโยชน์จากการปั่นจักรยานก็คือการเผาผลาญและการใช้พลังงาน ทำให้ลดอัตราการสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
นอกจากนั้นการปั่นจักรยานอย่างต่อเนื่องในแบบการออกกำลังกายแบบแอโรบิคจะมีผลทำให้หัวใจแข็งแรง กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งการออกกำลังกายแบบแอโรบิคแบบต่อเนื่องนี้ จะช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกายดีขึ้น รวมไปถึงเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจและอวัยวะสำคัญต่างๆในร่างกาย ได้แก่ สมอง ไต ลดการเก็บสะสมไขมันในหลอดเลือดทั่วร่างกาย ดังนั้นจึงสามารถป้องกันภาวะเส้นเลือดตีบตันในอวัยวะสำคัญที่กล่าวข้างต้น
นอกจากนั้นการปั่นจักรยานยังเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ช่วยระบบการ หายใจ เพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในถุงลมปอดให้ดีขึ้นและยังเพิ่มระดับของฮอร์โมนแอนดอร์ฟินที่ช่วยลดความเครียดในร่างกายให้ลดลงได้
การออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานถือเป็นกิจกรรมที่เข้าถึงธรรมชาติที่ดี ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย และการปั่นจักรยานขึ้นลงที่ลาดชันถือเป็นการออกกำลังแบบแอโรบิคที่หนัก เพราะต้องใช้พลังงานมาก เป็นประโยชน์ต่อหัวใจ ในคนที่หัวใจแข็งแรงอยู่แล้วจึงเหมาะที่จะปั่นจักรยานในที่ลาดชัน เพราะจะทำให้หัวใจแข็งแรงมากขึ้นเป็นทวีคูณสมรรถภาพหัวใจและปอดก็จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หากมีการปั่นจักรยานเป็นประจำ การปั่นจักรยาน ปีนเขา ไตรกรีฑา เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคหนัก ผู้ที่สามารถเล่นกีฬาประเภทนี้ได้ จำเป็นต้องมีสมรรถนะหัวใจและปอดดีเยี่ยมถึงจะมีควาปลอดภัย
สำหรับประโยชน์โดยตรงของการปั่นจักรยานคือ กล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพราะได้ยืดเส้นยืดสาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณเอวสะโพก ทำให้ป้องกันปัญหาปวดกล้ามเนื้อขาได้ดี

ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่เริ่มปั่นจักรยานใหม่ๆ คือ

เบาะที่นั่ง(อาน)

จะต้องเหมาะกับสรีระของร่างกาย ไม่ควรนิ่มมากเกินไป เพราะจะทำให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นขาได้ แต่ก็ไม่ควรแข็งเกินไปเพราะจะกระแทกกล้ามเนื้อก้นเกิดการบาดเจ็บหรืออักเสบง่ายและทำให้เมื่อยล้าความสูงของเบาะกับขาถีบควรมีความสัมพันธ์กับความยาวของขาของผู้ถีบ เมื่อถีบจนสุดควรให้องศาของเข่า เท่ากับแนวตรงของขาไม่เกิน 150 องศา ไม่เช่นนั้นจะทำให้ปวดกล้ามเนื้อขาและเมื่อยล้าง่าย

ขาเพรียวสวยด้วยจักรยาน

ผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำหรือใช้จักรยานบ่อยๆ แล้วมีลักษณะน่องขาที่ใหญ่หรือค่อนข้างใหญ่นั้น ส่วนใหญ่มักมีการเล่นกีฬาอื่นๆรวมด้วยเสมอ ขณะที่ผู้ที่ปั่นจักรยานอย่างเดียวเป็นหลัก กลับมีขนาดน่องเป็นปกติ เพียงแต่แข็งแรงกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลย
ในกลุ่มที่ปั่นจักรยานเป็นหลัก และตั้งความสูงของเบาะต่ำกว่ามาตรฐานจนเห็นได้ชัด จะมีแนวโน้มของขนาดน่องค่อนข้างใหญ่ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย
ผู้ที่ใช้เกียร์หนักๆในการปั่นเป็นประจำ โดยเฉพาะนักปั่นชายมีขนาดน่องที่โตกว่าพวกที่ปั่นโดยการใช้รอบขาๆสูงและใช้เกียร์ต่ำกว่า เช่นเดียวกับกลุ่มแม่บ้านที่ใช้จักรยานปั่นไปจ่ายตลาดซึ่งจักรยานที่ใช้นั้นค่อนข้างหนัก ทำให้ใช้แรงขามาก แถมยังตั้งเบาะเตี้ยมากด้วย ผลที่ได้ก็คือน่องโตกันแทบทั้งนั้น
-  โดยส่วนใหญ่ นักจักรยานอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นจักรยานเสือหมอบ หรือเสือภูเขา จะมีรูปร่างสวยเพรียวกันทุกคน และจากการใช้แบบสอบถามในหัวข้อว่า นักกีฬาประเภทไหน มีขาสวยที่สุด พบว่า นักจักรยานก็กวาดแชมป์น่องสวยไปเสียทุกที ซึ่งสาวๆก็สามารถเอาไปใช้ได้ จะได้น่องไม่ใหญ่กันนะครับ

ปั่นยังไงให้น่องไม่โต

1. เซทรถให้ถูกต้อง อานต้องสูงพอ เพราะการปั่นแบบอานต่ำจะทำให้น่องโป่งขึ้นแน่นอน
2. อย่าปั่นแบบย่ำบันได แต่ให้ปั่นในลักษณะแบบควงบันได
3. อย่าใช้เกียร์หนักหรือเกียร์สูงๆ นั่นก็คือให้ปั่นด้วยเกียร์เบาๆ ไปเรื่อยๆ แบบไม่หยุด ก็จะทำให้ได้ออกกำลังกายแบบ Aerobic ปั่นสักวันละ 30 -40 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง แค่นี้ก็ดีกับสุขภาพดีขึ้นแล้วครับ

ลดการปวดหัวและไมเกรน

จากผลการศึกษาของศูนย์โรคปวดหัว (Cephalea Headache Centre in Gothenburg) ประเทศสวีเดน ซึ่งทำโดยให้กลุ่มตัวอย่างปั่นจักรยานอยู่กับที่ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 3 เดือนผลที่ได้พบว่า การปั่นจักรยานแบบแรงปานกลาง (ปั่นเร็วจนพูดได้ 4–5 คำก็เริ่มเหนื่อย นาน 30 นาที) เป็นประจำทำให้อาการปวดหัวไมเกรนลงไปได้มากจนถึง 90%
การปวดหัวไมเกรนส่วนใหญ่จะเป็นแบบปวดข้างเดียว ปวดตุ่บๆ และอาจมีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วย ซึ่งคนไข้ประมาณครึ่งหนึ่งมีอาการทุเลาลงด้วยยาพาราเซตามอล แต่อีกครึ่งหนึ่งไม่ทุเลาด้วยยาดังกล่าว แต่คนไข้เกือบทุกรายบอกว่า อาการปวดลดลงจากที่สังเกตได้คือจำนวนวันที่ปวดลดลง ความรุนแรง (จากหนักเป็นเบา) และการใช้ยาแก้ปวดก็น้อยลง ดังนั้นกลไกที่เป็นไปได้คือ เกิดจากการออกแรง หรือออกกำลังทำให้เกิดการหลั่งสารความสุขที่ชื่อ ”เอนโดฟินส์ (endorphins)” ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยในการแก้ปวด และการศึกษาก่อนหน้านี้ยังพบอีกว่า การออกกำลังกาย เช่น เดิน ว่ายน้ำ ฯลฯ ก็มีส่วนช่วยลดอาการปวดหัวได้เช่นกัน เรื่องที่สำคัญจึงอยู่ที่ประเด็นของการออกแรงหรือออกกำลังที่ไม่ได้ส่งผลดีให้กับหัวใจและปอดเท่านั้น แต่ว่าจะส่งผลดีร่างกายและรูปร่าง รวมไปถึงยังส่งผลให้กับสมองทำงานได้ดีด้วย

และจากการศึกษาอีกรายงานหนึ่งจากสหรัฐฯ ซึ่งทำในคนสุขภาพดีจำนวน 52 คน แล้วนำไปตรวจด้วยเครื่องสแกนสมองพบว่า คนที่ออกแรงหรือออกกำลังเป็นประจำมากที่สุด จะมีสมองส่วนนอกกลีบข้าง (ขมับหรือใบหู / temporal lobe) ฝ่อลง (ตามอายุ) ช้ากว่าคนที่ออกแรงหรือออกกำลังน้อยที่สุด จากการศึกษานี้จึงสนับสนุนแนวคิดเดียวกันกับการศึกษาอื่น ๆ ด้วยคือ การออกแรงหรือออกกำลัง จะไปช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต และพัฒนาการของเซลล์สมองให้ดีขึ้นอีกด้วย

24 เมษายน 2558

วิธีดูแลผิวหน้าร้อน

วิธีดูแลผิวหน้าร้อน


อากาศร้อนๆแบบนี้ เจอแดดทีนี่แทบจะละลายตามแดดกันไปเลยนะครับ Fit to Health ของเราก็เลยไปค้นคว้าหาเคล็ดลับมาฝากคุณๆที่อยากจะดูแลผิวในช่วงหน้าร้อนมาฝากกันครับ โดยก่อนที่จะรู้วิธีดูแลผิว ก็ต้องมาทราบถึงโทษของรังสี UV จากแสงแดดที่เป็นตัวการสำคัญในการทำร้ายผิว และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาผิวต่างๆกันก่อนนะครับ

ผลเสียของผิวเมื่อเจอรังสี UV หรือแสงแดด

-  เมื่อผิวสัมผัสแสงแดดเป็นเวลาสั้นๆ ก็จะทำให้ผิวหนังไหม้จากแสงแดด มีสีผิวคล้ำลง เนื่องจากการมีกระตุ้นการสร้างเม็ดสีเมลานินที่ผิวหนัง
-  เมื่อผิวสัมผัสแสงแดดเป็นเวลานานๆ ก็จะทำให้ผิวหนังเกิดการเสื่อมหรือทำให้ผิวหนังแก่เร็ว เช่น ทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวหนังบางลง เส้นเลือดขยาย เกิดรอยฝ้าและตกกระ เป็นต้น
-  มีความเสี่ยงทำให้เกิดเนื้องอกและมะเร็งผิวหนัง
-  ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบภูมิต้านทานบริเวณผิวหนัง
-  บางคนเกิดเป็นโรคแพ้แสงแดด เช่น โรคลูปัส หรือโรคแพ้แสงแดดที่เป็นพันธุกรรม เป็นต้น
            ดังนั้น เมื่อเราทราบถึงผลเสียของแสงแดดที่มีต่อผิวของเราแล้ว เราควรจะรู้ถึงวิธีการดูแลผิวของเราให้มีสุขภาพที่ดีและมีความแข็งแรงสดใส เปล่งปลั่ง เพื่อต้อนรับหน้าร้อนนี้ ซึ่งจะมีวิธีอะไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลยครับ

วิธีดูแลผิวหน้าร้อน

ทาครีมกันแดด
            สิ่งนี้ถือเป็นอันดับแรกที่ขาดไม่ได้เลยนะครับ เมื่อต้องออกไปเผชิญกับแสงแดดในหน้าร้อนนี้ ซึ่งควรจะต้องเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50+  PA+++  ขึ้นไปถึงจะเพียงพอนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะสู้แดดแรงๆ ไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10:00 – 15:00 น. จะเป็นเวลาที่แสงแดดมีการแผ่รังสี UVA และ UVB สูง หากคุณต้องอยู่กลางแจ้งในช่วงดังกล่าว เป็นเวลานาน จะมีโอกาสผิวไหม้แดดจากแสงแดด แต่ก็ต้องระมัดระวังการทาครีมกันแดดให้ถูกวิธีด้วยนะครับ คือต้องไม่ทาครีมกันแดดอย่างเร่งรีบ และต้องทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง และหลังว่ายน้ำ แม้ว่าจะเป็นแบบกันน้ำ
ใช้มอยส์เจอไรเซอร์
            หน้าร้อนแบบนี้บางคนอาจจะไม่อยากใช้มอยส์เจอไรเซอร์ เพราะเมื่อร้อนแล้วพอทาครีมหรือพวกมอยส์เจอไรเซอร์ อาจจะทำให้รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ ครีมไหลเยิ้ม แต่จริงๆแล้วเราต้องบำรุงบำรุงผิวในหน้าร้อนให้เป็นไปตามปกตินะครับ แต่ก็มีทริคเล็กน้อยตรงที่เราต้องเลือกครีมหรือพวกมอยส์เจอไรเซอร์ ที่เหมาะสมสำหรับหน้าร้อน โดยอาจจะเลือกเป็นโลชั่นน้ำนมสูตรเนื้อบางเบา ซึ่งมีลักษณะเนื้อโลชั่นที่สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างล้ำลึก ซึ่งช่วยให้ไม่รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ
การดูแลหลังโดนแสงแดด
            ถ้าไม่อยากให้แดดเผาไหม้ผิวหนัง ก็ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดช่วงเวลา 10:00 – 15:00 น. ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องออกไปเลยก็จะดีมาก พยายามอยู่ในที่ร่มให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้แล้ว รู้หรือไม่ว่าหลังการเผชิญแสงแดดอาจทำให้ผิวแห้งกร้านได้ง่าย ดังนั้นจึงควรต้องดูแลผิวหลังถูกแสงแดดด้วยด้วยครีมทาผิว เพื่อลดการระคายเคือง หรือบรรเทาอาการผดผื่นคัน อาการผิวอักเสบจากแสงแดด และช่วยสมานผิวได้ด้วย
มาร์กหน้า

            วิธีดูแลผิวในช่วงหน้าร้อนอีกวิธีหนึ่งคือการมาร์กหน้า ด้วยผลิตภัณฑ์แผ่นมาร์กหน้าที่มีคุณภาพ เนื่องจากในระหว่างวัน ถึงแม้ว่าเราจะไม่ออกไปไหนหรือต้องเผชิญแสงแดดโดยตรง แต่แสงจากหลอดไฟ แสงจากคอมพิวเตอร์ ก็มีผลทำให้ผิวหน้าเกิดริ้วรอย และจุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอได้เช่นกัน ดังนั้นการมาร์กหน้า 15-30 นาที ก็จะช่วยให้ผิวได้ดื่มด่ำกับความชุ่มชื้นและปลอบประโลมผิว ทำให้ได้สัมผัสถึงความผ่อนคลายได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง  แนะนำให้ทำเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

เลือดเป็นพิษ แค่ไม่ถ่ายอุจจาระ

เลือดเป็นพิษ แค่ไม่ถ่ายอุจจาระ


เรื่องขับถ่าย ถือเป็นเรื่องใหญ่นะครับ เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้ถ่ายไม่ออกในตอนเช้านะครับ เพราะอุจจาระจากลำไส้ใหญ่ที่ขับถ่ายไม่ออก จะถูกบีบตัวขึ้นมาจากลำไส้ใหญ่ ผ่านลำไส้เล็กไปที่กระเพาะอาหาร อุจจาระก็จะถูกดูดซึมอีกครั้งหนึ่ง ของเสียจะย้อนกลับเข้าไปที่กระแสเลือด ดูดซึมไปยังเซลล์ เนื้อเยื่อ ไปตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เพราะฉะนั้นแก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด เลือดจึงไม่สะอาด และถ้าเลือดไม่สะอาดไหลไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ไหลผ่านสมอง หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ผิวหนัง อวัยวะเหล่านี้ก็จะได้รับแก๊สพิษด้วย และจะก่อให้เกิดผลต่างเหล่านี้ เช่น
-  ก่อนเที่ยงถึงบ่ายง่วงนอนเพราะเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงหัวใจ หัวใจก็จะอ่อนล้าและไม่สดชื่น
-  มีกลิ่นตัว
-  กลิ่นปากก็มาจากเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับออกทางผิวหนังและลมหายใจ ตัวเองอาจไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นจะได้กลิ่น
เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยไว้โดยไม่ขับถ่าย (ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการขับถ่ายคือ 05.00-07.00 น.) นานๆ เข้าเป็นเวลาหลายๆ ปี ก็จะทำให้เลือดที่ไม่สะอาดไหลผ่านไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่างๆ ผลจากการเปลี่ยนอาหารการกินเป็นแบบตะวันตก การใช้ชีวิตและกิจวัตรประจำวันต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้คนจึงเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่าง อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็เป็นหนึ่งในโรคเหล่านั้น ซึ่งในปัจจุบันก็มีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจากรายงานทางการแพทย์ ให้ความสำคัญไปที่การดูแลรักษาสุขภาพรูปแบบใหม่คือ การใส่ใจในลำไส้ 90% ของความเจ็บป่วย มีต้นเหตุมาจากลำไส้
สิ่งที่มนุษย์ทุกเพศทุกวัย ต้องทำหลังจากการตื่นเช้าขึ้นมาทุกวันเป็นกิจวัตร ก็คือ อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน สระผม เพื่อทำความสะอาดและชำระสิ่งสกปรกภายนอกร่างกาย แต่ที่สำคัญมากไม่แพ้กัน ก็คือ การทำความสะอาดภายใน ซึ่งส่วนมากเรากลับมองข้ามไป ตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบันเราเคยชำระล้างภายในบ้างหรือไม่ ในอดีตที่ผ่านมาอายุเรายังน้อยร่างกายยังแข็งแรง อวัยวะทุกส่วนทำงานได้ตามปกติสามารถกำจัดและขับสารพิษได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น สุขภาพร่างกายเสื่อมลง ระบบต่างๆ ทำงานได้ไม่เต็มที่ การกำจัดสารพิษในร่างกายของเราก็ทำงานได้น้อยลง เพราะเซลล์ต่างๆก็เริ่มเสื่อมสภาพไปตามวัย ร่างกายเริ่มอ่อนแอ เช่น เริ่มปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย จนกระทั่งลุกลามใหญ่โตเป็นโรคร้ายเกินการควบคุม การล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย เช่น อาหาร อากาศ น้ำ สารเคมีต่างๆ ที่เป็นพิษก็เป็นอะไรที่เราไม่ควรมองข้ามกันไปนะครับ

ตัวช่วยในการขับถ่าย

-  การทานผลไม้ ผัก ที่มีกากหรือเส้นใย( Fiber) มาก จะช่วยไม่ให้เกิดภาวะท้องผูกเพราะเส้นใยในผักและผลไม้ จะช่วยดูดน้ำไว้ในตัวอุจจาระ ทำให้ปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้นและไม่แข็ง ปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้นจะเร่งให้มีการขนส่งอุจจาระผ่านลำไส้เร็วขึ้น ส่งผลให้มีการขับถ่ายอุจจาระเพิ่มขึ้นและง่ายขึ้น การดื่มน้ำมาก ๆ
-  การออกกำลังกายจะช่วยให้ลำไส้ได้มีการเคลื่อนไหว
-  การใช้เวลาที่เพียงพอ ไม่เร่งรีบในการถ่ายอุจจาระ รวมทั้งการฝึกลักษณะนิสัยในการขับถ่ายอุจจาระให้เหมาะสม
-  ควรทานอาหารที่ละน้อย ไม่กินอิ่มจนเกินไป
-  หลีกเลี่ยงอาหารไขมันเนื่องจากไขมัน จะทำให้เกิดภาวะท้องอืด อาหารไม่ย่อย จะเกิดเมือกไปอุดตันลำไส้ได้

-  หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด กาแฟ ของดอง น้ำอัดลม และยาที่ทำให้มีอาการท้องผูกมากขึ้น

23 เมษายน 2558

ความสำคัญของมื้อเช้า

ความสำคัญของมื้อเช้า

ใครที่ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองหิวมากๆ อาจจะนึกไม่ออก เพราะกลไกการกินอาหารเช้าที่ทำจนติดเป็นนิสัยนั้นจะทำให้มีน้ำย่อยมาจ่อคอหอยอยู่ทุกเช้า ที่พอได้กินแล้วก็จะมีเรี่ยวมีแรงแรงขึ้นมาทันที ทำให้สามารถทำงานต่อไปได้ยาวจนถึงเที่ยง แต่เมื่อมาถึงยุคนี้ที่เวลาคือเงินทอง ต้องรีบๆทำเวลา ดังนั้นจึงต้องย่อเวลาในการกินตอนเช้าลงด้วย เรียกว่าเป็นการกินรองท้องกันไปก่อน เช่น นมหนึ่งกล่องหรือแซนด์วิชหนึ่งชิ้นหรือ ไม่ต้องกินมันเลย ซึ่งการอดอาหารเช้าจนเคยชิน อาจเป็นสิ่งที่หลายๆท่านทำอยู่บ่อยจนรู้สึกไม่หิวในตอนเช้า แต่จริงๆแล้วนั่นเป็นเพราะร่างกายกำลังพยายาม ปรับตัวอย่างหนักครับ เพราะมันต้องแบกรับสมองที่ต้องสูบน้ำตาลไปเลี้ยงอยู่ตลอด แต่พอไม่กินข้าวเช้าไปเรื่อยๆ สมองก็จะไปสั่งให้รีดเอาอาหารที่สะสมอยู่มาใช้ ซึ่งร่างกายก็จะทำให้ด้วยความ จำใจทำให้เกิด สารเครียดขึ้นมา ซึ่งก็จะทำให้คุณเครียดโดยไม่รู้ตัว และที่สำคัญก็คือกลไกนี้ก็จะไปทำให้สมองเสื่อมเร็วได้ด้วย ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆบ่อยๆเป็นเวลานานๆ

ผลเสียที่เกิดจากการอดมื้อเช้า

1.  หิวเร็ว คนที่ไม่ได้กินอาหารเช้าจะหิวง่ายขึ้นในช่วงสายครับ ที่สำคัญคือ หิวเร็วตั้งแต่ยังไม่ทันถึงมื้อเที่ยงก็แทบจะหน้ามืด เพราะการอดข้าวเช้าทำให้ร่างกายเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำซึ่งจะไปกระตุ้นให้ความหิวรุนแรงขึ้นได้มาก แต่ถ้าหากรับประทานมื้อเช้าเป็นซีเรียลจะช่วยลดน้ำหนักได้ดีครับ
2.  อยากของหวาน การอดอาหารเช้าจะบีบให้ร่างกายหันไปหา อาหารขยะง่ายขึ้นโดยเฉพาะพวกของหวานและอาหารมัน พูดง่ายๆคืออาหารแคลอรีสูงทั้งหลายจะเป็นเป้าหมายถัดไปที่คุณอยากจะเลือกใส่กระเพาะ
3.  เครียดง่าย หงุดหงิดง่าย เมื่อไม่ได้พลังงานในการเริ่มวันใหม่ในตอนเช้า จะทำให้เกิดอาการน้ำตาลในเลือดต่ำนิดๆซึ่งทำให้มีความรู้สึกกระวนกระวายใจ ถ้าเป็นมากก็ถึงขั้นหงุดหงิดได้ครับ
4.  ขาดสมาธิ เมื่ออดอาหารเช้าถึงขั้นที่เรียกว่าหิวกระวนกระวาย สิ่งที่ตามมาคือสมาธิที่เสียไป เพราะสมองไม่มีน้ำตาลไปเลี้ยง เปรียบเสมือนรถยนต์ที่ขาดน้ำมันเครื่อง เรื่องที่ควรคิดหรือทำได้เร็วยามมีสมาธิ ก็จะกลายเป็นช้าลงทำให้เสียเวลา งานก็ผิดพลาดได้มาก
5.  กินดึก การอดอาหารเช้า อาจส่งผลยาวไปถึงตอนดึกๆได้นะครับ เพราะจะทำให้หิวและเผลอกินกระจายมื้อเย็นหรือมื้อค่ำ เกิดความรู้สึกหิวทิ้งค้างอยู่
6.  น้ำตาลในเลือดเหวี่ยง การอดอาหารเช้าเป็นเหตุให้ร่างกายหลั่งสารเครียดออกมาเป็นฮอร์โมน ที่ช่วยดึงเอาน้ำตาลสำรองออกมาใช้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวาน เพราะความเครียดนี้จะทำให้เบาหวานกำเริบเป็นอันตรายถึงขั้น ช็อคได้
7.  กรดไหลย้อน เมื่ออดอาหารแล้วกระเพาะที่หลั่งน้ำย่อยก็จะปล่อยให้น้ำย่อยขังอยู่ในตัวซึ่งเป็นการระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหารและหลอดอาหารอย่างแรง พอนานเข้ากรดน้ำย่อยนี้ก็อาจเล็ดลอดผ่านหูรูดหลอดอาหารสูงขึ้นไปถึงคอหอยได้
8.  ปวดหัว จากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ อาการปวดศีรษะที่มีเกิดขึ้นมาจากการอดอาหารเช้าจะน่ารำคาญจนทำให้ขาดสมาธิได้ มักมีอาการร่วมกับมึนศีรษะไม่สดชื่นได้ด้วย
9.  นอนไม่หลับ การอดข้าวเช้าส่งผลยาวไปถึงตอนกลางคืนทำให้ตาตื่นนอนไม่หลับ เนื่องจากการอดอาหารจะไปกระตุ้นฮอร์โมนสมองให้ตื่นตัว นั่นคือ คอร์ติซอลและอะดรีนาลีน ในคนที่มีความเครียดสะสมอยู่แล้วจะส่งผลยาวไปถึงช่วงดึกได้
10.  อ้วนขึ้น นี่คือสิ่งที่เป็นไปได้มาก ฟังดูตรงข้ามกับความเชื่อนะครับว่าอดอาหารแล้วควรต้องผอม แต่นั่นคือการอดมื้ออื่นที่ไม่ใช่มื้อเช้าครับ คนที่อดมื้อเช้าบ่อยจะทำให้ลดน้ำหนักยากเพราะนอกจากจะไปหิวมื้ออื่นแล้วฮอร์โมนความเครียดที่ออกมายังช่วยสะสมไขมันที่ท้องได้ด้วย
          และนี่คือข้อเสียเมื่อคุณไม่รับประทานอาหารเช้าติดๆกันเป็นเวลานานๆ สำหรับใครที่รู้สึกหงุดหงิดไม่สบายอยู่บ่อยๆ ก็ลองสำรวจย้อนไปดูอาหารเช้าที่เรากินกันสักนิดนะครับว่ามันเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายของคุณหรือไม่ เพราะอาหารเช้าคือหัวใจของทุกมื้อของวัน และแม้เวลาจะเป็นของสำคัญแต่ก็ต้องไม่ลืมใส่ใจที่จะดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ

21 เมษายน 2558

กล้ามเนื้อเป็นตะคริว (Muscle cramp)

กล้ามเนื้อเป็นตะคริว (Muscle cramp)



            การเป็นตะคริว เกิดจากการการเกร็งชั่วคราวของมัดกล้ามเนื้อทั้งหมดขณะที่มีการหดตัว ทำให้กล้ามเนื้อมัดนั้น มีลักษณะแข็ง เป็นลูก และเจ็บปวดมาก อาการเกร็งของตะคริวกล้ามเนื้อนั้นเกิดขึ้นนอกเหนืออำนาจจิตใจ และเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาไม่นานก็จะหายไปเอง แต่ก็อาจกลับมาเป็นซ้ำที่เดิมขึ้นมาอีกก็ได้ และในบางครั้งกล้ามเนื้ออาจจะเป็นได้พร้อมกันหลายๆมัดได้

สาเหตุของการเป็นตะคริว

1.   เกิดจากกล้ามเนื้อขาดการฟิตซ้อม หรือฟิตซ้อมไม่เพียงพอมาก่อนที่จะใช้งานอย่างหนัก
2.  เกิดจากสภาวะแวดล้อมของอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะแวดล้อมที่หนาวเย็น และร่างกายไม่คุ้นเคยต่อสภาพนั้นมาก่อน
3.  ร่างกายเสียสมดุลของเกลือแร่ที่ใช้ในการทำงานของกล้ามเนื้อ ที่สำคัญ คือ เกลือแร่ โปแตสเซียม(Potassium)แมกนีเซียม (Magnesium) และแคลเซียม(Calcium ) เช่น เสียเหงื่อมากจากการงาน การกีฬา หรืออากาศร้อน หรือจากโรคเรื้อ รังของอวัยวะที่ควบคุมเกี่ยวกับน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย เช่น โรคไตเรื้อรัง
4.  การใช้ผ้ายืดหรือสนับผ้ายืดพันหรือรัดลงไปบนกล้ามเนื้อค่อนข้างแน่น ขณะที่มีการออกกำลัง ให้กล้ามเนื้อขยายตัวหรือทำงานได้ไม่เต็มที่ และยังเป็นการจำกัดเลือดที่หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อให้ลดลง เพราะในการทำงานหรือออกกำลังกล้ามเนื้อ มีความจำเป็นต้องได้รับเลือดมาหล่อเลี้ยงมากกว่าปกติ เมื่อเลือดมาหล่อเลี้ยงน้อยลงก็เป็นเหตุให้เกิดตะคริวได้
5.  สุขภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ มวลกล้ามเนื้อจึงลดลง รวมทั้งขาดการออกกำลังยืดกล้ามเนื้อ
6.  ใช้กล้ามเนื้อมัดนั้นเกินกำลัง เช่น เล่นกีฬาหนัก การยกของหนัก หรือในการงานอาชีพที่ต้อง ยืน เดิน นานๆ
7.  ดื่มน้ำน้อย เซลล์กล้ามเนื้อจึงขาดน้ำ มักเป็นสาเหตุในผู้สูงอายุ
8.  อายุ ยิ่งอายุมากขึ้นเซลล์ทุกชนิดของร่างกายจะเสื่อมถอย ซึ่งรวมทั้งเซลล์กล้ามเนื้อ ดังนั้นจึงพบอาการนี้ได้สูงขึ้นในผู้สูงอายุ
9.  ผลข้างเคียงของยาบางชนิด เช่น ยาขับน้ำ ยาลดกรดบางชนิด ยาลดไขมันบางชนิด หรือยาทางจิตเวชบางชนิด
10.ดื่มสุรา/เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเพิ่มการขับน้ำทาง  ปัสสาวะ ร่างกายจึงมักขาดน้ำรวมทั้งกล้ามเนื้อ
11. โรคเรื้อรังของกระดูกสันหลัง และ/หรือไขสันหลัง จึงส่ง   ผลให้ประสาทสั่งงานกล้ามเนื้อผิดปกติ เช่น โรคช่องกระดูกสันหลังตีบ (Spinal stenosis)
12. โรคเรื้อรังของปลายประสาทต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน
13. โรคหลอดเลือดส่วนปลายแข็ง จึงส่งผลให้การไหลเวียนโลหิต (เลือด) ไม่ดี กล้ามเนื้อจึงขาดเลือด
14. โรคจากความผิดปกติทางฮอร์โมน เช่น โรคของต่อมไทรอยด์ และการใช้ยาฮอร์โมนคุมกำเนิด (ยาเม็ดคุมกำเนิด วิธีคุมกำเนิด)
15. ความผิดปกติในการใช้พลังงานของร่างกาย (Metabolic syndrome) เช่น โรค เบาหวาน
16.โรคตับและโรคไต เพราะทั้งสองอวัยวะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับสมดุลของน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย

วิธีป้องกัน

1.   พยายามหลีกเลี่ยงจากเหตุดังกล่าว
2.   แก้ไขปรับปรุงในกรณีที่ฟิตซ้อมน้อยไป ด้วยการฝึกฝน การใช้งานให้มากขึ้น
3.  พยายามให้กล้ามเนื้อกลับไปอยู่ในท่าคลายตัวกลับทางกลับกับท่าที่ทำให้กล้ามเนื้อมัดนั้นหดตัวโดย
3.1   หยุดการออกกำลังกายหรืใช้กล้ามเนื้อมัดนั้นทันที โดยการพัก
3.2   เหยียดหรือคลายกล้ามเนื้อมัดนั้นช้าๆ เพื่อให้กลับทางกับท่าที่ทำให้กล้ามเนื้อมัดนั้นหดตัว ในการปฐมพยาบาลก็จะต้องระมัดระวังและกระทำด้วยความนุ่มนวล ไม่รุนแรง หรือใช้กำลังในการเหยียดหรือคลายกล้ามเนื้อมากเกินควร หากมีการฝืนหรือต้านกำลังมาก อาจเป็นอันตรายต่อกล้ามเนื้อมัดนั้นได้
ตัวอย่างเช่น เป็นตะคริวที่กล้ามเนื้อน่อง จะพบว่ามีอาการคือเกร็งที่กล้ามเนื้อน่อง คลำบริเวณน่องจะแข็งเป็นลูก เจ็บที่กล้ามเนื้ออย่างมาก ใช้งานที่ขาข้างนั้นไม่ได้และปลายเท้าเท้าข้างนั้นจะเหยียดตรง

การรักษา

1.    หยุดพักการออกกำลังกายหรือหยุดเคลื่อนไหวโดยทันที ถ้ามีอะไรพันอยู่ให้ถอดออกทันที
2.    ให้ผู้ป่วยนอนราบ งอสะโพก 90 องศา งอเข่า 90 องศา
3.    ค่อยๆดันปลายเท้าเพื่อให้ข้อเท้ากระดกขึ้น ทำช้าๆ ขณะที่ข้อเท้ากระดกขึ้นนั้น กล้ามเนื้อน่องจะค่อยๆคลายตัวออกหรือยืดออก

4.    ประกบด้วยปะคบอุ่น หรือถูนวดเบาๆ ด้วยน้ำมันร้อนๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้ไปยังบริเวณนั้นมากขึ้น

การกินไข่ให้ได้ประโยชน์

การกินไข่ให้ได้ประโยชน์


            ไข่ เป็นอาหารที่มีการบริโภคอย่างกว้างขวางตลอดปี เพราะหาซื้อง่าย ราคาไม่สูงมาก ปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย และประการที่สำคัญ ไข่เป็นอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย และถือเป็นอาหารที่บำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี และจากการที่ได้มีศึกษา วิจัย ก็ได้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับไข่ และการเกิดโรคของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานไข่ และจากความรู้เหล่านั้นที่มีการนำออกมาเผยแพร่ออกมาในหลายแง่มุม จึงทำให้มีบางคนเกิดความสับสน ไม่แน่ใจว่าเป็นอาหารที่บำรุงร่างกายหรือทำร้ายร่างกายกันแน่  แต่ก่อนจะตัดสินอะไร เราก็ต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งก่อนนะครับว่า ทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนมี 2 ด้านเสมอ ทั้งด้านดี และด้านไม่ดี แต่ประเด็นที่สำคัญคือ เราควรจะทำอย่างไรให้มันอยู่บนความพอดี ไม่มากเกินไปและไม่น้อยจนเกินไป ซึ่งก็คือการใช้สติปัญญาในการแยกแยะและวิเคราะห์ การบริโภคไข่ก็เหมือนกัน  เราจึงควรต้องพิจารณาถึงประเด็นต่างๆ  ดังนี้

- ไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 50 กรัม
- ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี 
- โปรตีน 7 กรัม  (ซึ่ง FAO ได้จัดว่าเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดีที่สุด มีค่า Biological Value เป็น100 เป็นโปรตีนที่สมบูรณ์ มีประสิทธิภาพในการดูดซึมสูงกว่าโปรตีนชนิดอื่น)
-  มีไขมัน 6 กรัม
-  มีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี1, บี2, บี3, บี6 และ บี12  ธาตุเหล็ก lecithin เป็นต้น  (คุณค่าทางโภชนาการของไข่ไก่และไข่เป็ด จะใกล้เคียงกัน)

โคเลสเตอรอล VS ไข่

โคเลสเตอรอล  เป็นสารอาหารประเภทไขมัน ซึ่งไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย  พบได้ในอาหารที่ได้จากสัตว์ต่างๆ ปริมาณก็แตกต่างกันไปตามแต่ละชนิด และอวัยวะของสัตว์นั้นๆโคเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย พบได้ทุกเซลล์ในร่างกาย ใช้สร้างฮอร์โมนเพศ  กรดน้ำดี (bile arid)  เพื่อใช้ในการดูดซึมไขมัน และวิตามินที่ละลายในไขมัน เข้าสู่ร่างกายทางระบบทางเดินอาหาร
โคเลสเตอรอลที่อยู่ในอาหารที่เรารับประทาน (Dietary Cholesterol) ไม่ได้แปลงไปเป็นโคเลสเตอรอลในเลือดโดยตรง  แต่ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมาย ปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือด ร้อยละ 80-90 นั้น ร่างกายเราจะสร้างขึ้นมาเองจากการทำงานของตับ และวัตถุดิบหลักที่ตับใช้ในการสร้างโคเลสเตอรอล ก็คือ น้ำตาล  ดังนั้นการรับประทานอาหารหวานๆ หรือการทานปริมาณน้ำตาลมากๆ จนร่างกายนำไปใช้ไม่หมด ก็จะถูกแปลงไปเป็นไขมันแทน ซึ่งเป็นตัวการและสาเหตุให้เกิดไขมันในเลือดสูงที่แท้จริง
นอกจากนี้ชนิดของไขมันที่มีในอาหารที่เรารับประทานเช่น ไขมันชนิดอิ่มตัว (Saturated Fat) และ Trans Fatty Acids  ก็มีส่วนทำให้เกิดการเพิ่มของโคเลสเตอรอล และมีส่วนที่จะกำหนดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดและหัวใจและถ้าการเพิ่มของระดับโคเลสเตอรอลในเลือดเป็นชนิด LDL Cholesterol (Low Density Lipoprotein Cholesterol) หรือโคเลสเตอรอลชนิดเลว (ปัจจุบันนี้คิดว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการมี LDL Cholesterol สูง คือ บุหรี่ ความอ้วน เบาหวาน ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์สูง)
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการมี HDL Cholesterol สูง (โคเลสเตอรอลชนิดดี) คือ ความสมดุลในการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อน สิ่งแวดล้อม และการมีจิตใจที่ดี มองโลกในแง่บวก ซึ่งทำให้ไม่เครียด

จากรายงานการศึกษา วิจัย ที่เชื่อถือได้และโด่งดัง เช่น Framingham Study ได้สรุปเอาไว้ว่า
1.  การกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลกับระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ไม่มีความสัมพันธ์กัน
2.  ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดกับโรคหัวใจ ไม่มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกัน
            จากความรู้ดังกล่าวข้างต้น  การกินไข่ก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป เพราะไข่ถูกมองว่าเป็นอาหารที่มีโคเลสเตอรอลมาค่อนข้างยาวนาน (ไข่ไก่ 1 ฟอง มีโคเลสเตอรอล เฉลี่ยประมาณ 180-250 มิลลิกรัม) และได้มีการกำหนดให้ร่างกายควรได้รับโคเลสเตอรอลจากอาหารไม่กิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน
ซึ่งโคเลสเตอรอลที่มีในไข่จะอยู่เฉพาะในไข่แดง และในไข่แดงยังมีเลซิธิน (Lecithin) ซึ่งจะไปช่วยทำให้ไขมันแตกตัวเป็นอนุภาคเล็กๆ และไหลเวียนไปกับกระแสเลือด ช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด นอกจากนี้เลซิธินยังเป็นสารที่ช่วยในการบำรุงประสาท และสมอง จากคุณสมบัติของเลซิธินดังกล่าว จึงมีการผลิตขายในรูปของอาหารเสริม เพื่อช่วยในการป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ บำรุงสมอง ทำให้สมองทำหน้าที่ได้อย่างปกติ ช่วยย่อยไขมัน ช่วยระบบภูมิคุ้มกัน แต่ก็มีราคาสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งถ้าเรารับประทานไข่แดงร่างกายก็ได้รับเลซิธิน ตามธรรมชาติอยู่แล้ว และราคาถูกอีกด้วย 

กินไข่ได้วันละกี่ฟอง ???

หลายท่านเริ่มสับสนไม่แน่ใจในประโยชน์หรือโทษของการกินไข่ เพราะตั้งแต่มีการเกิดโรคไข้หวัดนกระบาด  ก็มีผลทำให้คนไทยบริโภคไข่น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยคนไทยบริโภคไข่เพียง 132 ฟอง/คน/ปี  ขณะที่คนญี่ปุ่นบริโภคถึง 347 ฟอง/คน/ปี ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความเข้าใจผิดเรื่องโคเลสเตอรอลที่จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ 

ข้อแนะนำในการบริโภคไข่ คือ

1.  เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ให้ไข่แดงต้มสุกผสมกับข้าวบดให้ครั้งแรกปริมาณน้อยๆก่อน และเพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไปจนถึงวัยรุ่น ให้บริโภคได้วันละ 1 ฟอง
2.  วัยทำงานสุขภาพปกติบริโภคได้ 3 – 4 ฟอง/สัปดาห์
3.  ผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ควรบริโภคไข่ 1 ฟอง/สัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์ 

ข้อแนะนำในการเลือกไข่

1.  เลือกซื้อไข่ที่สด ใหม่ เปลือกไข่ไม่แตกหรือบุบร้าว
2.  เช็ดเปลือกไข่ที่สกปรกให้สะอาด
3.  ล้างมือทุกครั้งทั้งก่อนและหลังสัมผัสไข่
4.  ควรเก็บไข่ไว้ในตู้เย็น เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์
5.  ควรบริโภคไข่ให้หมดภายใน 2 สัปดาห์หลังจากซื้อ
6.  กินแต่ไข่สุกเท่านั้น
7.  กินไข่หลากหลายเมนู เช่น ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่เจียว ไข่ดาว และไข่น้ำ
8.  กินไข่ร่วมในอาหารหลัก 5 หมู่
9.  หลีกเลี่ยงอาหารไขมันและโคเลสเตอรอลสูง เช่น  ไขมันจากสัตว์
10.  ออกกำลังกายเป็นประจำ

คุณประโยชน์ของการทานไข่


1.  ไข่เป็นอาหารที่ดีสำหรับดวงตา ช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม
2.  ไข่ทำให้เป็นต้อกระจกน้อยลง
3.  ไข่อุดมไปด้วยโปรตีน
4.  การบริโภคไข่เป็นประจำยังช่วยป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน เส้นเลือดอุดตันในสมอง และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
5.  ไข่ช่วยในการควบคุมการทำงานของสมอง ระบบประสาท และระบบไหลเวียนของเลือด
6.  ไขมันในไข่มีคุณภาพดี เป็นไขมันชนิดอิ่มตัว
7.  ไขมันอิ่มตัวจะทำให้ระดับโคเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าโคเลสเตอรอลที่อยู่ในอาหาร
8.  กินไข่ได้วิตามินดี เพราะไข่เป็นอาหารเพียงชนิดเดียวที่เป็นแหล่งวิตามินดีตามธรรมชาติ
9.  ไข่อาจจะช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม โดยผลการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้หญิงที่รับประทานไข่ 6 ฟองต่อสัปดาห์ จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมลงร้อยละ 44
10.  ไข่ทำให้เส้นผมและเล็บมีสุขภาพดี

18 เมษายน 2558

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)

ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)



            ถึงแม้จะทำงานอยู่ในออฟฟิศ ที่ดูเหมือนจะสบาย เพราะไม่ต้องออกไปตากแดด แบกหามอะไรข้างนอก แต่ก็ยังไม่วายจะสร้างปัญหากวนใจด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นผลมากจากการทำงานในท่าทางเดิมๆ ขาดการเคลื่อนไหว หรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อยมาก ดังนั้นเราจึงควรต้องมาศึกษาดูกันนะครับว่าเราจะจัดการกับปัญหาที่บั่นทอนสุขภาพของเรากันได้อย่างไรกันบ้าง ตามมาดูกันเลยครับ มีอะไรบ้าง

โรคที่เกี่ยวข้องกับกระดูก
-         โรคกระดูกคอ
-         โรคกระดูกเอว
-         กลุ่มอาการประสาทมือชา (Carpal tunnel syndrome)
โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท
-         วิตกกังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ
-         กลุ่มอาการเพลียเรื้อรัง
อื่นๆที่เกี่ยวข้อง
-         อาการตาแห้ง

สาเหตุของการเกิดอาการออฟฟิตซินโดรม
ระหว่างที่ใช้คอมพิวเตอร์ไม่ใส่ใจท่าทางที่ถูกต้อง
การออกแรงที่เอวไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน ใช้แรงมากเกินไป ท่าทางหรือตำแหน่งไม่ถูกต้อง
ทำงานเป็นระยะเวลานานเกินไป ขาดการพักผ่อน ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียเกินไป
ขาดการออกกำลังกายเป็นระยะเวลานาน สภาพร่างกายถดถอยลง

โรคกระดูกคอ
• 7 -10 % ของผู้ที่ป่วยทั้งประเทศ เป็นโรคกระดูกคอ ประมาณ 150 ล้านคน ที่จะป่วยเป็นโรคนี้
ผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะหรือพนักงานออฟฟิศมีโอกาสเป็นโรคกระดูกคอมากกว่าคนที่ไม่ได้ทำงานเหล่านี้ถึง 4-6 เท่า (คนในยุคสมัยนี้ต่างใช้งานกระดูกคอของตนเองล่วงหน้าไป ก่อนไม่ต่ำกว่า 10 ปี)

10 สัญญาณเตือนการเกิดโรคกระดูกคอ
1. มีอาการมึนศีรษะ ปวดศีรษะ หรือ ปวดไมเกรน
2. มีเสียงในหูต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ หรือความสามารถในการได้ยินถดถอยลง
3. อัตราการเต้นของหัวใจไม่สม่ำเสมอ หรือมีอาการเจ็บหน้าอกคล้ายโรคหัวใจ
4. มีความดันต่ำหรือความดันสูง
5. ระบบประสาทการทำงานของอวัยวะภายในทำงานผิดไปจากเดิม
6. มีภาวะนอนไม่หลับ ฝันเยอะ ความสามารถในการจำถดถอยลง
7. ศีรษะมักจะเอนไปข้างใดข้างหนึ่ง หรือมักจะมีอาการตกหมอนอยู่เป็นประจำ
8. มักมีอาการปวดต้นคอ หลัง เอว แบบเป็นๆหายๆอยู่เป็นประจำ
9. มักจะมีประวัตินอนกรนมาเป็นเวลานาน
10. แขนและมือมักมีอาการชา ไม่มีแรง

การแยกประเภทในโรคกระดูก
1. ส่วนต้นคอ
ลักษณะเด่นคือ ต้นคอแข็งตึง รู้สึกไม่สบาย มีอาการปวด รวมไปถึงการเคลื่อนไหวติดขัด ไม่คล่องแคล่ว นับได้ว่า เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุดในโรคกระดูกคอ
2. ส่วนของรากประสาท
มือทั้งสองข้างของผู้ป่วยจะมีอาการชาและปวดร่วมด้วย ไม่มีแรงกำมือ บางครั้งแม้กระทั่งจับแก้วก็อาจไม่มีเรี่ยวแรง ถ้ามีอาการหนักมากอาจถึงขั้นปวดทั้งคืนจนไม่สามารถนอนได้
3. หลอดเลือดกระดูกคอ
อาการคือจะมีอาการปวดศีรษะไมเกรน เวียนศีรษะ หรืออาจจะแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ในขณะเดียวกัน ทุกครั้งที่เกิดอาการเหล่านี้จะเกี่ยวเนื่องกันกับการเคลื่อนไหวของกระดูกต้นคอด้วย
4. ไขสันหลัง
อาการหลักคือ ที่บริเวณเท้าหรือมือทั้งสองข้างของผู้ป่วยจะรู้สึกไม่มีแรง เดินเหมือนเท้าลากพื้น
5. ระบบประสาทอัตโนมัติซิมพาเทติก มักมีอาการปวดรอบดวงตา แพ้แสง มีเสียงในหู มักมีความรู้สึกว่ามีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในลำคอ หรือมีอาการในเรื่องของ หู ตา ปาก คอ จมูก และยังอาจมีอาการปวดศีรษะไมเกรน รู้สึกร้อนวูบวาบบนใบหน้า ลำตัว มือเท้าเย็น เหงื่อออกเยอะ หรือ มีเหงื่อออกแค่เฉพาะครึ่งลำตัว ขณะเดียวกันอาจไม่สามารถยกเท้าขึ้นได้ หกล้มได้ง่ายขณะเดิน ร่างกายมีความรู้สึกเหมือนมีบางอย่างรัดตัวอยู่

10 อาการร้ายแรงของโรคกระดูกคอเสื่อม
1. อัมพฤกษ์ (ส่วนมากเจอในผู้สูงอายุ)
2. อัมพาต
3. โรคกระดูกต้นคอประเภทหมอนรองกระดูกปลิ้นกดทับหลอดเลือด
4. นอนไม่หลับ ประสาทความรู้สึกอ่อนแอ
5. ความจำเสื่อมอย่างหนัก
6. กล้ามเนื้อบริเวณคอแข็ง จนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
7. ระบบประสาทอัตโนมัติบกพร่อง
8. เวียนหัวเรื้อรัง
9. มีอาการปวดที่แขน หรือไม่มีแรง
10. หูดับ

การรักษาโรคกระดูกต้นคอเสื่อม
1. การรักษาโดยวิธีการฝังเข็ม
1.1 ลมความเย็นอุดกั้นภายใน
อาการ : กล้ามเนื้อบริเวณคอแข็ง ปวดต้นคอ หัวไหล่เมื่อยๆ การเคลื่อนไหวบริเวณต้นคอรู้สึกไม่สบาย อาจส่งผลให้มือ แขน อากาชา รู้สึกเย็น ถ้าหากโดนอากาศเย็นๆจะยิ่งเป็นหนัก
1.2 การบาดเจ็บเรื้อรังส่งผลให้เลือดติดขัด
อาการ  : มีการเกิดบาดเจ็บเกิดขึ้น แล้วนั่งก้มหน้าทำงานเป็นเวลานานๆจึงทำให้บริเวณต้นคอ หัวไหล่ปวด จนกระทั่งลามไปถึงแขนและบริเวณปลายมือมีอาการชา
1.3 ตับและไตพร่อง
อาการ : บริเวณต้นคอ หัวไหล่ปวด แขนขาชาอ่อนแรง รวมถึงมีอาการหน้ามืดตาลาย หูมีเสียง เอว เข่า เมื่อยล้า
2. การรักษาโดยวิธีการนวดแบบทุยหนา
3. การรักษาโดยวิธีการใช้ยาจีน
3.1 การรักษาโดยการใช้ยาภายใน
3.2 การรักษาโดยการใช้ยาภายนอก

โรคที่เกี่ยวกับกระดูกเอว
- 80% ของผู้ใหญ่วัยกลางคนมีประวัติปวดเอว ปวดขากันทั้งนั้น
- อัตราการเกิดโรคเกือบจะเท่ากับคนเป็นหวัดเลยทีเดียว
- ประชากรที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกเอวมีมากถึง 2 ร้อยล้านคน
- จากการสถิติพบว่าปัจจุบันมีผู้ที่เป็นโรคหมอนรองกระดูกเอวกดทับเส้นประสาทถึง 15.2%

การปวดเอวนานๆ จะส่งผลเสีย ดังนี้
1. เดินไปนานๆ จะปวดขามากขึ้นจนไม่สามารถเดินต่อไปได้ ต้องหยุดพักชั่วครู่จึงเดินต่อได้
2. ปวด
3. กล้ามเนื้ออ่อนแรง
4. กระดูกสันหลังผิดรูป
5. สมรรถภาพทางเพศลดลง

การรักษาอาการปวดเอว
1. การรักษาด้วยการฝังเข็ม
1.1 ปวดเอวจากความเย็นชื้น
อาการ: ปวดหนักๆเย็นๆบริเวณเอว จะเป็นหนักขึ้นเมื่อถูกความเย็นมากระทบ หรือรู้สึกกล้ามเนื้อหดเกร็งจนนอนคว่ำไม่ได้หรือรู้สึกปวดลงขา
1.2 ปวดหลังจากการมีเลือดคั่ง
อาการแสดง : มีประวัติการใช้งานมากไปหรือบาดเจ็บ อาการหนักขึ้นเมื่อตอนตื่นนอนหรือนั่งนาน กล้ามเนื้อเอวสองข้างแข็งเกร็ง มีบริเวณเจ็บที่แน่นอน
1.3 ปวดเอวจากไตพร่อง
อาการแสดง : บริเวณเอวปวดเมื่อยแบบรำคาญ ไม่มีแรงเหนื่อยง่าย
2. การรักษาโดยวิธีการนวดแบบทุยหนา
3. การรักษาโดยวิธีการใช้ยาจีน
3.1 การรักษาโดยการใช้ยาภายใน
3.2 การรักษาโดยการใช้ยาภายนอก

การดูแลมือ
          การใช้มือเล่นเกมส์ มือจับเมาส์ การเล่นมือถือ ซึ่งจะพบมากเป็นพิเศษในยุคสมัยนี้ การใช้มือเล่นมือถือบ่อยๆหรือเป็นระยะเวลานานๆ จะส่งผลทำให้นิ้วหัวแม่มือมีอาการปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ การใช้มือเล่นมือถือเรียกอีกอย่างว่า นิ้วล็อคและ นิ้วไกปืน เป็นอุบัติการณ์เกิดสูงมากหลังช่วงวันหยุด การใช้มือเล่นเกมส์ มักพบอาการข้อมือและนิ้วมือปวดไปถึงแขนเป็นต้น

อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง นอนไม่หลับ
1.หัวใจและม้ามพร่อง
อาการ : ฝันเยอะตื่นง่าย ใจสั่นขี้ลืม เบื่ออาหารอ่อนเพลีย
2.อินพร่องไฟแกร่ง
อาการ : หงุดหงิดนอนไม่หลับ ใจสั่นไม่สงบ  รู้สึกปากร้อน
3.ลมปราณหัวใจและถุงน้ำดีพร่อง
อาการ : นอนไม่หลับฝันเยอะ ตกใจตื่นง่าย ถุงน้ำดีขลาดทำให้ตกใจง่าย หายใจสั้น เหนื่อยหน่าย
4.เสมหะร้อนอุดกั้นภายใน
 อาการ : นอนไม่หลับหนักศีรษะ ฝันมากแน่นหน้าอก คลื่นไส้ เรอบ่อย
5.ตับติดขัดจนเกิดไฟ
อาการ : นอนไม่หลับ ขี้โมโหขี้โกรธ ปวดเสียดชายโครงตาแดง ปากขมปัสสาวะเหลือง

วิธีการดูแลรักษาตนเอง

ท่านอนหงาย คอควรหนุนอยู่บนหมอน ไม่ให้เหลือช่องว่าง ให้ศีรษะหงายเล็กน้อยระดับความสูงขึ้นกับลักษณะร่างกายของแต่ละบุคคล ปกติอยู่ที่12-16 เซนติเมตรดังนั้นศูนย์กลางของหมอนและเรเดียนของคอและหลังที่เหมาะสมกันจึงจะสามารถรองรับส่วนโค้งของคอได้อีกทั้งยังช่วยรักษาระดับความโค้งของคอตามปกติด้วย
ท่านอนตะแคง ควรให้คออยู่บนส่วนเว้าของกลางหมอน ให้ศูนย์กลางหมอนตั้งอยู่ใน ระดับกลางของคอด้านข้าง ความสูงของหมอน ควรอยู่ระดับเดียวกับช่องว่างของหมอนกับไหล่

ท่ากายบริหารที่ทำได้ด้วยตนเอง
          ควรหาท่ากายบริหารเพื่อการผ่อนคลายแผ่นหลัง ใช้เวลาประมาณ 4 นาที การนั่งอยู่หน้าคอมเป็นเวลานานหรือนั่งทำงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานก่อให้เกิดอาการปวดเมื่อยแข็ง เกร็งบริเวณต้นคอ บ่าไหล่ จนอาจทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ เมื่อท่านรู้สึกถึงอาการปวดเมื่อยและแข็ง เกร็ง บริเวณกล้ามเนื้อแล้วทำท่ากายบริหารอย่างสม่ำเสมอจะทำให้บริเวณคอบ่าไหล่ของท่านผ่อนคลาย สมองได้รับกระตุ้น และลดอาการอ่อนเพลียได้

17 เมษายน 2558

แค่กินเป็นก็ป้องกันมะเร็งได้

แค่กินเป็นก็ป้องกันมะเร็งได้


            วิธีป้องกันมะเร็งที่เราสามารถควบคุมได้ ซึ่งอาจจะขัดกับความเชื่อทั่วๆไป ที่เชื่อว่ามะเร็งเป็นโรคที่เกิดโดยไม่มีเหตุไม่มีผลหรือไม่สามารถควบคุมได้ แต่ความจริงคือ โรคมะเร็งนั้นก็เหมือนกับโรคหัวใจและและโรคหลอดเลือดหัวใจ ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีปัจจัยหลายๆอย่างประกอบกัน มะเร็งหลายชนิดก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งปอด และมะเร็งต่อมลูกหมาก
            และนี่คือคำแนะนำในการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีสมดุลย์ และเป็นไปได้ ที่จะช่วยป้องกันมะเร็งชนิดต่างๆ ทั่วๆไป

-        การจำกัดการบริโภคไขมัน ระวังอย่าบริโภคไขมันเกิน 25 % ของแคลอรี่ที่กินเข้าไปในแต่ละวัน
-        การจำกัดการกินกรดไขมันโอเมก้า-6 หลีกเลี่ยงไขมันสัตว์ น้ำมันไม่อิ่มตัว โมเลกุลซ้อน (น้ำมันพืช) น้ำมัน hydrogenated (เนยเทียม เนยเทียมไขมันต่ำ เนยเทียมสำหรับคนต้องการคุมน้ำหนัก)
-        รับประทานไขมันจากกรดไขมันไม่อิ่มตัวโมเลกุลเดี่ยว เช่น จากน้ำมันมะกอก
-        รับประทานเนื้อปลาที่มีไขมันเยอะๆ (แซลมอน ซาร์ดีน แมคเคอเรล เทราท์) แทนการรับประทานเนื้อสัตว์อื่นๆ เพราะว่าปลาที่อุดมไปด้วยไขมันนั้น มีกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง (EPA และ DHA)
-        รับประทานอาหารปลอดสารหรืออาหารที่ปลูกเอง (ถ้าเป็นไปได้)
-        รับประทานผักและผลไม้สดให้มากขึ้น ถ้าเป็นผัก ผลไม้ปลอดสารได้จะยิ่งดีมาก เพราะผักและผลไม้นั้นมีสารต้านมะเร็ง และมีสารเคมีจากพืชชนิดต่างๆเยอะ ซึ่งจะช่วยป้องกันมะเร็งได้
-        หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ผ่านกระบวนการ อาหารสำเร็จรูป ที่ไม่ใส่สีและสารกันบูด หลีกเลี่ยงอาหารที่ใช้ยาฆ่าแมลง หากจะต้องบริโภคจริงๆ ก็ควรล้างน้ำให้สะอาด ต้องหลีกเลี่ยงสารเคมีต่างๆให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ใช่เพียงแค่อาหารเท่านั้น ถึงแม้ว่าสารเคมีอาจจะไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของการเกิดมะเร็ง มันก็ทำให้เกิดผลทางอ้อมเพราะว่าจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนักขึ้น เพราะตับต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขับสารพิษออกจากร่างกาย ถ้าตับทำงานไม่ปกติ ระบบภูมิคุ้มกันอื่นๆ ก็จะถูกทำลายและทำงานได้ไม่ดี ในโลกปัจจุบันนี้มีสารพิษมากมายที่ทำให้ตับต้องทำงานหนัก เป็นเพราะผลของการรับสารเคมีมากเกินไปในช่วงชีวิตของเราทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง และทำให้เรามีโอกาสเป็นมะเร็งได้ง่าย
-        หลีกเลี่ยงอาหารรมควันหรือรสเค็ม โดยเฉพาะอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรทานแซลมอนรมควันนะครับ ทานได้ครับแต่ต้องพอดี ไม่มากเกินไป ในอาหารรมควันหรือดองเค็มนั้นจะมี carcinogens ซึ่งทำให้หลอดอาหารและท้องปั่นป่วน พืชผักบางชนิดก็มี carcinogens สูง เช่น เห็ดขาว เซเลอรี ถั่วลิสง เนยถั่ว และซอสเนยถั่ว หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นเหม็นหืนหรือเก่าใกล้เสีย เช่น ถั่ว ธัญพืช และเมล็ดพืชต่างๆ
-        หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ย่าง โดยเฉพาะเนื้อบาร์บีคิวที่ย่างโดยตรงกับไฟ เพราะมันจะมีสาร  carcinogens แต่ถ้าจะทานก็ต้องเขี่ยส่วนที่ไหม้ออกก่อน อย่าสูดดมควันที่ย่างเนื้อหรือมันเข้าไป
-        หลีกเลี่ยงอาหารที่บรรจุในถุงพลาสติก ควรหลีกเลี่ยงพลาสติกที่ผลิตโดยใช้สาร-   คลอไรน์ แต่ก็ยังมีข่าวดีอยู่บ้าง เพราะ HDPE (High Density Polyethylene) ซึ่งเป็นวัสดุนำกลับมาใช้ใหม่ได้นั้นก็มีขายแล้ว HDPE นั้นมีความปลอดภัยมากๆ เพราะมันช่วยป้องกันอาหารจากแสงไม่ให้เน่าและยังป้องกัน fat peroxidation ด้วย
-        ดื่มน้ำบริสุทธิ์มากๆ
-        รับประทานกากใย หัวหอม และกระเทียมให้มากขึ้น
-        ดื่มชาเขียว(แนะนำว่าเป้นแบบร้อนนะครับ)เป็นประจำ
-        รับประทาน shitake enokidake maitake และเห็ดหอยนางรม เป็นประจำ

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับคุณผู้หญิง

            แนะนำให้ทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ tempeh และมิโสะ ให้กับผู้หญิงที่วัยก่อนหมดประจำเดือน เพราะว่าอาหารเหล่านี้มี phyto-estrogen ที่ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม นอกจากนี้ยังขอแนะนำให้รับประทาน
-        รับประทานอาหารพวกกะหล่ำ (คะน้า บลอคโคลี่ กะหล่ำหัวเล็ก ดอกกะหล่ำ) ซึ่งมีฤทธิ์ต้าน estrogen
-        หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ เพราะมันกระตุ้นการผลิต estrogen
-        จำกัดการรับประทานเนื้อสัตว์ที่ไม่ปลอดสาร เนื้อไก่ ไข่ และผลิตภัณฑ์นมเนย เพราะว่ามีสารเร่งฮอร์โมน ที่เร่งการผลิต estrogen ให้เลือกรับประทานอาหาร organic