25 พฤศจิกายน 2553

40 สุดยอดเคล็ดลับการลดน้ำหนัก

40 สุดยอดเคล็ดลับการลดน้ำหนัก

          
          คุณคิดว่าคุณรู้หมดแล้ว...หรือยังรู้ไม่หมดครับ กับสารพัดวิธีลดน้ำหนักต่างๆนาๆที่ได้รับรู้มาจากเพื่อนบ้าง จากสื่อต่างๆบ้าง เอาล่ะ วันนี้เรามีสุดยอดเคล็ดลับการลดน้ำหนักมาฝากคุณๆกัน เผื่อว่าจะช่วยให้ไขมันรอบเอวที่หนาบางลงได้บ้าง ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยครับว่ามีอะไรบ้าง

1. เลือกผักโขมก่อนผักใบเขียวชนิดอื่นๆ เพราะมีไฟเบอร์มากกว่าผักชนิดอื่นๆถึงสองเท่า ซึ่งจะช่วยให้การย่อยสลายไขมันของร่างกายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

2. กิน Chilli Con Carne (แกงเนื้อสูตรแม็กซิกัน) สัปดาห์ละครั้ง เพราะเอนไซม์ในถั่งแดงหลวงจะสั่งการให้ร่างกายย่อยไขมันที่สะสมไว้เพื่อใช้เป็นพลังงานแทนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต ขณะที่เนื้อสับจะช่วยกระตุ้นเมทาบอลิซึม

3. เปลี่ยนจากชีสธรรมดาเป็นชีสนมแพะ เพราะชีสนมแพะให้แคลอรี่ต่ำกว่าชีสที่ทำจากนมวัวถึง 40 %

4. กินผลไม้ตระกูลแตงที่อุดมด้วยวิตามินตามด้วยไข่ซึ่งอุดมไปด้วยโปรตีน เป็นมื้อเช้าที่จะช่วยลดไขมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไข่ยังช่วยย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต

5. กินกามองแบรต์ชีสหลังอาหาร เพื่อให้ลดไขมันได้มากขึ้น เพราะชีสชนิดนี้มีแคลเซียมซึ่งช่วยเผาผลาญไขมัน และมีทริปโตฟานที่ทำให้ง่วง

6. กินไขมัน "ชนิดดี" เพื่อช่วยเผาผลาญไขมัน ไข่ วอลนัต น้ำมันคาโนลา และเนื้อไก่ส่วนที่มีสีเข้ม ล้วนแต่ช่วยเผาผลาญไขมันได้ดี และยังช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย

7. การกินมูสลี 1 ถ้วย ก่อนฝึกยกน้ำหนัก 2 ชั่วโมง ช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันในระหว่างการฝึก มูสลีให้คาร์โบไฮเดรตที่ย่อยช้า และมีโอกาสหน้อยกว่าที่จะเปลี่ยนรูปเป็นไขมันที่สะสมในร่างกายในระหว่างการฝึก แต่ก็ยังเป็นพลังงานที่ดี

8. กินผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มากขึ้นเพื่อให้น้ำหนักลดเพราะผลไม้อื่นๆมีน้ำตาลฟรุคโตส อาจรวมตัวกับคาร์โบไฮเดรต และทำให้มีไขมันสะสมในร่างกายมากขึ้น

9. การดื่มไวน์แดงวันละแก้วอาจช่วยยับยั้งการสะสมไขมัน โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง เพราะสารเรสเวอราทรอลที่ได้จากองุ่นจะไปยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์ไขมันรอบเอวคุณ

10. สลัดถั่วดำ พริกหวาน มะเขือเทศ หอมใหญ่ และข้าวโพดหวาน ที่ราดด้วยน้ำสลัดสูตรทำเองซึ่งทำจากน้ำมันมะกอกและน้ำมะนาว ช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากขึ้น ส่วนผสมของไฟเบอร์ สารระงับความหิวและสารที่ช่วยเผาผลาญไขมันจะช่วยให้คุณน้ำหนักลด

11. กินไข่ขาวกวน 2 ฟอง กับเบคอน 2 แผ่น เป็นมื้อเช้า โปรตีนจะช่วยให้อิ่มท้องได้นานกว่า

12. กินอะโวคาโด ซึ่งให้กรดโอเลอิกที่ช่วยลดน้ำหนัก และช่วยขจัดอาการแสบท้องเพราะความหิว

13. เติมปาปริกาในอาหาร พริกแดงป่นในในปาปริกาให้วิตามินสูงกว่ามะเขือเทศถึง 6 เท่า ซึ่งจำเป็นต่อการช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนไขมันเป็นพลังงาน

14. ลดหน้าท้องโดยการกินดอกกะหล่ำขูดแทนข้าว ดอกกะหล่ำไม่มีแป้ง และวิตามินซีที่มีเยอะก็ช่วยเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานในระหว่างการออกกำลังกาย

15. โรยอบเชยลงในโยเกิร์ตทุกวัน เพื่อช่วยเผาผลาญไขมัน เครื่องเทศชนิดนี้ช่วยเพิ่มเมทาบอลิซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริโภคแค่วันละครึ่งช้อนชา ก็เพียงพอที่จะทำให้เผาผลาญไขมันได้มากขึ้นเดือนละ 1 กก. แล้วล่ะคับ

16. กินสับปะรด ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงอาหารว่างชั้นยอดที่ช่วยกระตุ้นเมทาบอลิซึม แต่ยังมีโบรโมลินาซึ่งช่วยย่อยสลายโปรตีนด้วย

17. กินคาร์โบไฮเดรตที่มีไฟเบอร์สูง แป้งต่ำ อย่างถั่วดิบ ควินัว ข้าวบาร์เลย์และข้าวโอ๊ต ซึ่งช่วยควบคุมระดับอินซูลิน และช่วยลดอาการแสบท้องเพราะความหิวได้ทั้งวัน

18. ดื่มน้ำผลไม้ผสม "เกล็ดเนื้อผลไม้" เพราะไฟเบอร์จะย่อยเร็วกว่า จึงทำให้คุณอิ่มท้องนานกว่า

19. ถ้าอยากลดน้ำหนัก แต่ชอบกินเนื้อหมู เบคอนเนื้อสันนอก หรือแฮมที่ทำจากเนื้อสะโพกตรงปลายขาหลัง อุดมด้วยโปรตีนมากที่สุด และมีไขมันแทรกอยู่ในเนื้อน้อยที่สุด

20. ลดน้ำหนักโดยหันไปกินกะหล่ำม่วงพร้อมมื้อเที่ยงทุกวัน ซึ่งจะช่วยลดน้ำหนักโดยเพิ่มปริมาณการผลิตอะดิโปเนคตินซึ่งช่วยเผาผลาญไขมัน และเลปตินซึ่งช่วยระงับความอยากอาหารของดร่างกาย

          ครับ คราวนี้ก็เอาไป 20 เคล็ดลับก่อนก็แล้วกันนะครับ ไว้มาต่อกันคราวหน้าแบบม้วนเดียวจบเลยก็แล้วกันนะครับ ลองเอาไปทำดูก่อนนะครับ ถ้าได้ความว่ายังงัยก็ส่งข่าวมาบอกกันบ้างนะคร้าบบบบบ

13 ตุลาคม 2553

กาแฟแบบไหน "ใช่" สำหรับคุณ

กาแฟแบบไหน "ใช่" สำหรับคุณ
  


          กาแฟดีๆ ที่ชงอย่างปราณีตสักถ้วย ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ จุดพลังงานและสร้างความกระปี้กระเปร่าให้คุณได้อย่างลื่นไหลเป็นอย่างดี มาลองดูแล้วกันนะครับว่ากาแฟแบบไหนกันที่ดีและใช่สำหรับคุณ


เอสเปรสโซ
คืออะไร  เรียกได้ว่าเป็นกาแฟถ้วยน้อยๆแต่ต่อยหนัก "เอสเปรสโซคือกาแฟเข้มข้น 30 มล."
เหมาะสำหรับ สร้างพลังงานแบบเร่งด่วน
 ปริมาณต่อวัน ไม่เกิน 5 แก้ว
ดื่มอย่างไร  " ดื่มภายใน 10 วินาทีหลังเสิร์ฟเพื่อให้ได้กลิ่นและรสที่ดีที่สุด"

อเมริกาโน
คืออะไร  "เอสเปรสโซที่เติมน้ำร้อนเข้าไป"
เหมาะสำหรับ  ดื่มก่อนเวิร์กเอาต์
ปริมาณต่อวัน  ไม่เกิน 2 แก้ว
ดื่มอย่างไร  "ทีเด็ดของแก้วนี้คือช่วยเติมน้ำให้ร่างกายก่อนกิจกรรมหนักๆ"

แมคกิอาโต
คืออะไร  "เอสเปรสโซที่นุ่มนวลยิ่งขึ้นด้วยฟองนมเล็กน้อย"
เหมาะสำหรับ  ดื่มมื้อกลางวันหลังการเจรจาธุรกิจ เพราะเบาท้องและช่วยกระตุ้นสมอง
ปริมาณต่อวัน  ไม่เกิน 5 แก้ว
ดื่มอย่างไร  "หากคุณห่วงเรื่องคุณภาพความแรงของกาแฟ แก้วนี้การันตีได้ แต่นมจะช่วยกลบความขมให้"

แฟลตไวต์
คืออะไร  "เอสเปรสโซ 2 ช็อต ตามด้วยนมสดหนึ่ง"
เหมาะสำหรับ  ช่วยสร้างสมาธิด้วยปริมาณคาเฟอีนหนักหน่วงถึง 150 มก.
ปริมาณต่อวัน  ไม่เกิน 5 แก้ว
ดื่มอย่างไร  ไม่ต้องคิดมากเรื่องนม เพราะให้พลังงานเพียง 30 แคลอรีเท่านั้น (นมสดธรรมดา)

มอคคา
คืออะไร  "ช็อกโกแลตร้อนพร้อมเอสเปรสโซ" โกโก้เข้มข้นนั้นให้คาเฟอีนเพิ่มจากเอสเปรสโซเปล่าๆ 20 เปอร์เซ็นต์ 
เหมาะสำหรับ  การฟื้นฟูร่างกายหลังเข้ายิมส์ (เพราะได้โปรตีน 10 ก.ต่อแก้ว)
ปริมาณต่อวัน  ไม่เกิน 4 แก้ว
ดื่มอย่างไร  ตัดวิปครีมออกไปจะลดไขมันอิ่มตัวไปได้ 4 ก.ต่อแก้ว

คาปูชิโน
คืออะไร  ชื่อนี้มาจากเครื่องแต่งกายของพวกพระคาปูชินที่สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลที่มีฮูดสีขาวน่ะครับ 
เหมาะสำหรับ  ดื่มให้ตาสว่างในตอนเช้า
ปริมาณต่อวัน  ไม่เกิน 5 แก้ว
ดื่มอย่างไร  ถ้าเครื่องชงส่งเสียงหวีด แสดงว่ามีไอน้ำแทรกซึมเข้ามาไม่มากพอและทำให้กาแฟออกรสปร่า

เอสเปรสโซ ริสเทรตโต
คืออะไร  คือเอสเปรสโซ 20 มล.หรือปริมาณ 2 ใน 3 ของเอสเปรสโซปกติ จึงมีคาเฟอีนต่ำ
เหมาะสำหรับ  ดื่มหลังมื้อเย็น เพราะคาเฟอีนปริมาณต่ำและไม่ทำให้คุณตาค้าง
ปริมาณต่อวัน  ไม่เกิน 8 แก้ว
ดื่มอย่างไร  เติมนมสดนึ่งลงไปเล็กน้อยเพื่อความคึกคักนิดๆ หลังมื้อเย็น

แคฟเฟ ลาเต
คืออะไร  เอสเปรสโซหนึ่ง นมสดนึ่งหนึ่งและโฟมนมหนึ่ง
เหมาะสำหรับ  ดื่มแก้หิว เพราะคุณจะได้โปรตีนเต็มๆ จากนม
ปริมาณต่อวัน  ไม่เกิน 5 แก้ว
ดื่มอย่างไร  ถ้าใช้นมพร่องมันเนยจะช่วยลดไขมันไปได้ 9 ก. แต่จะไม่เป็นฟองนะครับ


เพื่อสุขภาพที่ดี : ปริมาณที่แนะนำในการดื่มจริงๆในแต่ละวันของกาแฟทุกสูตรคือ ไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 แก้วต่อวันนะครับ


สิงห์นักดื่ม (เบียร์) VS ห่วงยางรอบพุง

                        

       
          จากผลการศึกษาชิ้นใหม่จากมหาวิทยาลัยยูซีแอลพบว่า ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ 80 มิลลิลิตร (ประมาณ 8 แก้วช๊อต) ในการก๊งเหล้าครั้งเดียว จะมีรอบเอวใหญ่กว่าผู้ที่ดื่มน้ำเมาในปริมาณเดียวกัน แต่ใช้เวลาดื่มสะสมตลอดสัปดาห์ ทั้งนี้เพราะการดื่มหนักๆในปริมาณมากจะไปหยุดยั้งกระบวนการการเผาผลาญไขมันในร่างกายนั่นเอง แล้วจะเกิดอะไรขึ้น...เมื่อคุณดื่มอึกใหญ่

-  ภายในไม่กี่วินาที Alcohol จะไหลลงไปกองที่กระเพาะของคุณ
-  20  % ของ Alcohol จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระเพาะ ส่วนที่เหลือจะไปอยู่ที่ลำไส้
-  Alcohol จะไหลเวียนกับกระแสเลือดไปสู่ตับ แล้วเซลล์ตับจะทำหน้าที่กำจัดและเปลี่ยน Alcohol เป้นของเสียอย่าง อะซีทัลดีไฮด์ ( Acetaldehyde) และอะซีเตรท (Acetate)
-  อะซีทัลดีไฮด์ ( Acetaldehyde) และอะซีเตรท (Acetate)  จะส่งสัญญาณให้ร่างกายคุณหยุดการเผาผลาญไขมัน ในขณะเดียวกันร่างกายของคุณจะเริ่มสร้างไขมันจากของเสียที่ได้จากการกำจัด Alcohol อย่าง อะซีทิลโคเอ (Acetyl-CoA)
-  แต่ทั้งนี้ร่างกายของคุณจะสามารถกำจัด Alcohol ได้เพียง 15-30 มิลลิลิตร/ชั่งโมงเท่านั้น ดังนั้นยิ่งคุณดื่มมากเท่าไร ร่างกายคุณจะยิ่งหยุดการเผาผลาญไขมัน ทั้งยังมีการสร้างไขมันจาก Acetyl-CoA มากขึ้นเท่านั้น (เบียร์ 330 มิลลิลิตร มี Alcohol อยู่ประมาณ 17 มิลลิลิตร)

          ดังนั้นหนทางที่จะทำให้คุณลดห่วงยางได้ก็คือ ดื่มให้น้อยที่สุดหรือไม่ดื่มเลย แต่ถ้าอดใจไม่ไหวจริงๆก็แบ่งเฉลี่ยไปไปดื่มวันอื่นๆบ้างนะครับ อย่าทำให้ทุกๆวันของคุณเป็นวันก๊งเหล้าหรือเบียร์แห่งชาติเลยนะคร้าบบบบบ

29 กันยายน 2553

มาทานอาหารบำรุงสมองกันเถอะ

        
         
          ใช้งานสมองกันมาตลอดจนแทบจะไม่ได้พัก งั้นก็มาเลือกกินอาหารเพื่อบำรุงสมองที่ดีที่สุดเท่าที่จะหากินได้กันดีกว่ามั๊ย มาเริ่มกันเลยล่ะกันนะว่ามีอะไรกินได้บ้าง

1.  สมองสีเขียว ถั่วแขกช่วยในการสะสมวิตามินบีตามธรรมชาติให้กับร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่ช่วยในการสังเคราะห์สารเคมีที่มีอยู่ในสมองที่มีชื่อเรียกว่า "อะซีทิลโคลีน" แต่ระดับวิตามินบีอาจจะลดลงได้เมื่อเราเกิดความเครียด ดังนั้นการที่ร่างกายและสมองทำงานหนักจึงเท่ากับไปชะลอการทำงานของ "อะซีทิลโคลีน"  ซึ่งจะมีผลเสียต่อความทรงจำ

2.  ดิบๆสิดี อาหารสดที่อยู่ในสภาวะที่เป็นธรรมชาติที่สุด เช่น เนื้อสัตว์ต่างๆ ปลา ไข่ ไก่ ผักและผลไม้แบบออร์แกนิก จะช่วยทำให้สมองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

3.  ดื่มเพื่อสุขภาพ การดื่มไวน์แดงวันละ 2 แก้ว จะสามารถช่วยพัฒนาการรับรู้ได้ครับ เพราะผลจากการทดลองพบว่าผู้ที่ดื่มไวน์พอสมควรจะทำแบบทดสอบเรื่องความเฉียบคมทางปัญญาได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มเลย

4.  หลับเข้าไว้ การกินผักกับพาสต้าโฮลวีตจะช่วยเรื่องการนอนหลับได้ ซึ่งจะช่วยส่งผลให้สมองแข็งแรงขึ้น สดชื่นขึ้น และทำให้ความทรงจำพร้อมต่อการทำงาน ส่วนการที่คนเรานอนน้อยจนเกินไปก็จะส่งผลวงจรความทรงจำทำงานได้ไม่ดี

5.  ดื่มให้สมอง อันที่จริงการลื่นไหลของความทรงจำมาจากการที่มีน้ำสมองหล่อลื่นมากพอ เพราะน้ำจะช่วยเร่งการทำงานของสมอง สมองที่ขาดน้ำจะปล่อยออร์โมน คอร์ติซอล ทำให้ เดนไดรต์ซึ่งเป็นกิ่งก้านสาขาของใยประสานำเข้าที่ คอยเก็บข้อมูลและสร้างความทรงจำหดตัว

กลโกงการลับสมองแบบทางลัดด้วยยาบำรุงสมอง

1.  เพื่อให้สุขภาพของเนื้อสมองดีขึ้น ให้ทานน้ำมันปลาครับ เพราะโอเมก้า-3 จะช่วยบำรุงใยสมองที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างกัน ขอแนะนำให้กินแคปซูล น้ำมันปลา 400 มิลลิกรัม วันละ 1 เม็ดนะครับ

2.  ดีที่สุดสำหรับการใช้สมาธิระยะสั้นคือ หมากฝรั่งนิโคติน เพราะผลการศึกษาชี้ว่าการเคี้ยวหมากฝรั่ง 2 มิลลิกรัม จะช่วยกระตุ้นกระแสไฟฟ้าระหว่างเซลล์ประสาทที่ช่วยในการตั้งสมาธิครับ

3.  ดีที่สุดสำหรับการเขียน คือ "ครีเอทีน" เพราะจะช่วยเพิ่มพลังงานที่มีไว้สำหรับให้สมองทำงานที่ต้องประมวลผล ซึ่งเป็นการพัฒนาความสามรถโดยรวมของสมองครับ

4.  ลับสมองให้เฉียบคม ด้วย "วินโปเซทีน" ซึ่งเป็นสารสะกัดที่ได้จากแพงพวย ช่วยให้โลหิตไหลเวียนไปเลี้ยงสมองมากขึ้น จากการศึกษาหลายฉบับของญี่ปุ่นชี้ว่า แค่วันละ 40 มิลลิกรัม จะช่วยให้สมองตื่นตัวได้

5.  ดีที่สุดสำหรับการกระตุ้นความจำให้ดีขึ้น คือ คาเฟอีน กาแฟอเมริกาโน่แก้วธรรมดาจะช่วยกระตุ้นการทำงานของกลีบสมองส่วนหน้าได้ ส่งผลให้คุณรับรู้ทุกคำที่เจ้านายตะโกนด่าเวลาที่คุณหนีงานไปดื่มกาแฟนานเกินเหตุ

27 กันยายน 2553

7 เทคนิคพิชิตการลดน้ำหนัก

7 เทคนิคพิชิตการลดน้ำหนัก
      
เฮ้อ...เบิร์นไขมันเท่าไหร่ก็ไม่ได้ดั่งใจสักที หลายๆคนคงจะนึกจนทำให้ท้อใจ เลือกตัดช่องน้อยแต่พอตัวมันเสียดีกว่า ว่าแล้วก็วิ่งไปหาหมอให้ดูดไขมันออกดีกว่า สมัยนี้แพงไม่ว่า ขอให้หุ่นดี เร่งด่วนทันใจไว้ก่อน ซึ่งก็มีหลายๆคนที่ผิดหวังเช่นกัน เพราะการดูดไขมันโดยไม่ได้มีการควบคุมอาหารนั้น ไขมันใหม่ก็จะเริ่มทยอยกันเข้ามาก่อตัวใหม่ต่อทันทีทุกครั้งที่คุณรับประทานอาหาร ร่วมกับการเผาผลาญในร่างกายที่เกือบเป็นศูนย์ ทีนี้แค่อาหารจานเล็กๆที่คุณทานเป็นปกติมาตลอดก็อาจทำให้น้ำหนักคุณขึ้นเป็นกิโลๆได้เลยนะครับ
          งั้นลองมาดูกันดีหว่าครับว่าสิ่งที่เหมาะสำหรับการลดน้ำหนักโดยปราศจากผลข้างเคียง มีหลักการอย่างไรบ้างครับ

1.  ยิ่งนอน...ยิ่งยุบ คุณควรนอนให้ได้อย่างน้อย 7-10 ชั่วโมง เพราะการนอนน้อยหรือนอนดึก จะทำให้ร่างกายเครียดและเลิกการเผาผลาญครับ

2.  ดื่มน้ำสะอาด การดื่มน้ำเปล่าที่สะอาดจะป้องกันการชะลอตัวของปฏิกิริยาการเผาผลาญ เพราะการเผาผลาญไขมันจะต้องใช้น้ำเป็นปัจจัยสำคัญครับ อ่ะๆๆ แต่คราวนี้ไม่นับน้ำผลไม้ น้ำหวาน น้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มอื่นๆทุกชนิดครับ

3.  ชั่งน้ำหนักเป็นระยะ คนที่ขยันติดตามน้ำหนักของตัวเองเป็นประจำ จะมีแนวโน้มที่จะควบคุมการเผาผลาญและควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่า

4.  หาบัดดี้ คนที่มีกลุ่มเพื่อนชวนไปออกกำลังกายหรือควบคุมอาหาร จะทำให้มีวินัยและมีแรงใจดีกว่าคนที่ชอบปลีกวิเวก

5.  วางแผนการรับประทานอาหาร คุณควรจะรู้ว่าพรุ่งนี้คุณจะทานอะไร มื้อไหนบ้าง เพราะแผนล่วงหน้านี้จะเปรียบเสมือนภารกิจติดตัวคุณ ทำให้ไม่พลาดในการควบคุมอาหารอย่างพอดีครับ

6.  ห้ามอดอาหาร เพราะการอดอาหารหรืองดอาหารเป็นการลดน้ำหนักที่ผิดวิธี และทำให้ร่างกายเสียหายได้ครับ ดังนั้นคุณควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ เพียงกำหนดปริมาณอาหารโดยรวมต่อวันให้พอดี เผลอๆ คุณอาจทานอาหารลดลงได้กว่าเดิมอย่างไม่น่าเชื่อนะครับ

7.  เครียดไปก็ไร้ประโยชน์ อุปสรรคที่สำคัญสำหรับคนลดน้ำหนักก็คือ "ความเครียด" เพราะการคุมอาหาร หรือบังคับตัวเองให้ออกกำลังกายแบบหามรุ่งหามค่ำ ล้วนแล้วแต่นำพาความเครียดมาสู่ร่างกายทั้งสิ้น และเมื่อร่างกายเครียด ก็จะทำให้การเผาผลาญลดลง กุญแจล็อคไขมันก็จะทำงาน ที่นี้ต่อให้เพิ่มการเผาผลาญใหมากขึ้นมากเท่าไร ก็เผาผลาญไม่ออกแล้วล่ะครับ

          อาหารที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักก็คือ อาหารไขมันต่ำ เช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำ อัลมอนต์ ถั่วต่างๆ ผักนานาชนิด ชาเขียว ขนมปังโฮลวีตผสมธัญพืชหรือเมล็ดพืช เนื้อแดง หรือเนื้อไก่ไร้มันหรือแบบไม่ติดหนัง ไข่ขาว และผลไม้สดต่างๆครับ และที่สำคัญหมั่นหาข้อมูลอาหารอย่างสม่ำเสมอด้วยนะครับ เพื่อให้คุณไม่พลาดในการเลือกรับประทานอาหาร สุดท้ายและท้ายที่สุด อย่าลืมการออกกำลังกายด้วยนะครับ เพราะไม่ใช่แต่จะทำให้การลดน้ำหนักเห็นผลเท่านั้น แต่...มันยังให้อะไรๆมากมายกว่าที่คุณคิด ไม่เชื่อก็ลองสักเกตตัวคุณเองสิครับว่ามีอะไรดีขึ้นบ้างหลังจากได้ออกกำลังกาย

22 กันยายน 2553

เคล็ดลับ...ต้านโรค

         

          แหมๆๆ โรคภัยไข้เจ็บสมัยนี้มันช่างมากมายซะเหลือเกินว่าไหมครับท่านผู้อ่าน วันนี้กระผมก็เลยมีเคล็ดลับ...ต้านโรคต่างๆ มาฝากกันแบบพอหอมปากหอมคอ(หอมของเรานะครับ อย่าไปหอมคนอื่นเดี๋ยวจะเป็นเรื่องกันซะเปล่าๆ) อ่ะ ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยดีกว่าครับว่ามีอะไรบ้างเพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลา

โรคอัลไซเมอร์และความชรา เคล็ดลับคือ

๐  หมั่นออกกำลังกายควบคู่ไปกับการทานวิตามิน B จะช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์
๐  รับประทานวิตามินเสริม เช่น วิตามิน C,E ,เบต้าแคโรทีน,สังกะสี จะช่วยให้สายตาดีขึ้น
๐  รับประทานวิตามิน B12 ช่วยป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง โรคหัวใจ และปัญหาทางระบบประสาท
๐  ทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ข้าวโอ๊ค ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด
๐  ทานปลาให้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
๐  หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารทอด ไขมันอิ่มตัว และคอเลสเตอรอลสูง
๐  เลิกสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้ผิวหนังมีรอยย่น และดูแก่เกินวัย (ที่ควรจะเป็น)
๐  หลีกเลี่ยงการตากแดด และควรทาโลชั่นกันแดดทุกครั้งที่ออกจากบ้าน

ความดัน เคล็ดลับคือ

๐  ทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ข้าวโอ๊ค ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด
๐  รับประทานอาหารที่มีโฟเลต เช่น ตับ ผักสีเขียว ผักโขม ผักคะน้า ส้ม แคนตาลูป จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ
๐  จำกัดการบริโภคโซเดียม เพื่อช่วยลดความดันเลือด
๐  ทานปลาให้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
๐  หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารทอด ไขมันอิ่มตัว และคอเลสเตอรอลสูง
๐  เลิกสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้ค่าความดันเลือดเพิ่มขึ้น

เบาหวาน เคล็ดลับคือ

๐  รับประทานอาหารที่มีเส้นใยไฟเบอร์สูง หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลสูง
๐  ทานปลาให้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
๐  ระมัดระวังอย่าให้เกิดบาดแผล เพราะจะทำให้หายยากโดยเฉพาะที่เท้าและมือ

โรคหัวใจ เคล็ดลับคือ

๐  ทานอาหารที่มีเส้นใยไฟเบอร์สูง
๐  รับประทานวิตามิน B12 ช่วยป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง โรคหัวใจ และปัญหาทางระบบประสาท
๐  ทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เช่น ข้าวโอ๊ค ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด
๐  รับประทานอาหารที่มีโฟเลต เช่น ตับ ผักสีเขียว ผักโขม ผักคะน้า ส้ม แคนตาลูป จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ
๐  จำกัดการบริโภคโซเดียม เพื่อช่วยลดความดันเลือด
๐  หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารทอด ไขมันอิ่มตัว และคอเลสเตอรอลสูง
๐  เลิกสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น

กระดูกพรุน เคล็ดลับคือ

๐ ควรออกกำลังเป็นประจำ เพราะมวลกระดูกจะสูงสุดเมื่อเราอายุ 35 ปี โดยให้เน้นไปที่การออกกำลังกายแบบที่มีแรงกระทำกับกระดูก ( Weight Bearing) เช่น เดิน จ๊อกกิ้ง
๐  ฝึกยกน้ำหนัก (Weight Training) จะช่วยสะสมมวลกระดูก และช่วยลดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อก่อนวัยอันควร
๐  ให้แน่ใจว่าได้รับแคลเซียม และวิตามิน D ในปริมาณที่เพียงพอ
๐  รับประทาอาหารที่มีเส้นใยไฟเบอร์สูง
๐  ออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าแข็งแรง จะช่วยลดการเกิดข้อเสื่อมบริเวณเข่า        

19 กันยายน 2553

อะไรคือ...แคโรทีนอยด์

อะไรคือ...แคโรทีนอยด์

การวิจัยได้แสดงข้อเท็จจริงที่ว่าการรับประทานผลไม้และผักที่มีสารแคโรทีนอยด์มากๆ จะทำให้
- ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็ง 
- ช่วยป้องกันโรคหัวใจและไขมันอุดตัน 
          แคโรทีนอยด์เป็นสารอาหารที่มีสีสันกลุ่มใหญ่ที่สุด สารแคโรทีนอยด์มีมากถึง 600 กว่าชนิด โดยมีสารแคโรทีนอยด์ 30-50 ชนิดที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ สารเบต้า-แคโรทีนเป็นสารแคโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเพราะมันสามารถถูกเปลี่ยนให้เป็นวิตามินเอได้ง่ายและมากกว่าสารแคโรทีนอยด์ชนิดอื่นๆ สารแคโรทีนอยด์อีก 2-3 ตัวมีประสิทธิภาพในการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ

อาหารที่มีสารแคโรทีนอยด์อยู่มากก็คือ 
- ผักใบเขียว
- ผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้ม 
          อย่างเช่น แอปริคอท มะม่วง มันเทศ แครอทและฟักทอง ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็ได้รับสารแคโรทีนอย่างเพียงพอจากการรับประทานผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้มสามส่วนของอาหารที่รับประทานต่อวันหรือผักใบเขียวสองส่วนต่ออาหารที่รับประทานต่อวัน สารแคโรทีนอยด์ที่ได้จากอาหารนั้นดีที่สุด เพราะยังเป็นที่โต้แย้งกันว่าสารแคโรทีนอยด์สังเคราะห์นั้นจะมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ แต่ถึงแม้ว่าจะไม่มีผลวิจัยที่แน่นอน แต่ก็มีการบอกกล่าวกันว่าสารแคโรทีนอยด์ในอาหารนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีคุณสมบัติเฉพาะอย่างที่ดีต่อร่างกาย 
          และจากการศึกษาค้นคว้าพบว่าสารอัลฟา-แคโรทีน (พบได้ในแครอทและฟักทอง) อาจเป็นตัวต่อต้านโรคมะเร็งได้ดีกว่าสารเบต้าแคโรทีน การทดลองกับสัตว์ได้ให้ผลในแง่บวก แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามันจะให้ผลลัพธ์แบบเดียวกันกับที่มนุษย์จะได้รับหรือไม่ ผลการศึกษาค้นคว้าอีกชิ้นหนึ่งเผยว่าสารแคโรทีนอยด์อีกประเภทที่เรียกว่า cryptoxanthin (พบได้ในมะละกอ พีช ส้มเปลือกหนาและส้มทั่วๆไป) อาจมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก

          นักวิจัยเพิ่งค้นพบความสำคัญของ lycopene ซึ่งเป็นสารแคโร-ทีนอยด์อีกชนิด พบได้ในมะเขือเทศโดยเฉพาะมะเขือเทศที่ถูกทำให้สุกด้วยจากการประกอบอาหารจะมี lycopene อยู่มากซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก lycopene ถูกดูดซึมได้ง่ายขึ้นหากถูกนำไปทำอาหารที่ใส่น้ำมัน นั่นเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมคนจึงกล่าวว่าการรับประทานพิซซ่าโรยหน้าด้วยชีสและซอสมะเขือเทศหรือซอสโบโลเนสจึงเป็นแหล่ง lycopene ที่ดีกว่าการรับประทานมะเขือเทศสด ผู้ชายควรบริโภคอาหารที่มีมะเขือเทศที่ถูกทำให้สุกแล้วมากๆ สำหรับผู้ที่ไม่ชอบมะเขือเทศสามารถรับประทานฝรั่ง ผลไม้จำพวกส้มที่มีสีออกชมพู และแตงโมแทนได้ (ได้ปริมาณ lycopene ที่น้อยกว่ามะเขือเทศ)หรือจะนำมาปั่นรวมกันเป็นน้ำผลไม้ดื่มสักแก้วก็ไม่เลวเลยนะครับ

14 กันยายน 2553

ความเหนื่อย (Intensity) คืออะไร???

        ความเหนื่อย (Intensity) คือการที่ร่างกายของเรามีการเคลื่อนไหวส่งผลให้หัวใจมีการปั๊มตัวเพิ่มมากขึ้นเพื่อที่จะได้ส่งเลือด(พลังงาน) ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้มากขึ้น (อัตราการเต้นหัวใจสูงขึ้น = ความเหนื่อยที่เพิ่มขึ้น)

ความเหนื่อย : Intensity
อัตราการเต้นหัวใจ (Heart Rate) คืออะไร?

*  หน่วยวัดอัตราการทำงานของหัวใจและร่างกาย "ครั้ง/นาที"
*  ค่าแสดงสภาวะความแข็งแรงของร่างกายในแต่ละบุคคลซึ่งสามารถบอกได้แม้แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในแต่ละวัน


อัตราการเต้นหัวใจขณะพักปกติ 60 - 80 ครั้ง / นาที


ควรเหนื่อยระดับใด (Intensity)

ขั้นตอนที่ 1

อัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (Max Heart Rate) = 220 - อายุ

ขั้นตอนที่ 2    นำมาคำนวณเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์จาก Max. HR

                  > 85 - 100 %   เตรียมความพร้อม สำหรับนักกีฬา
   65 - 85   %  เพิ่มสมรรถภาพหัวใจ
   55 - 65  %    เพื่อลดไขมันส่วนเกิน

          แค่นี้คงพอจะนำไปใช้ได้ถูกต้องและได้ผลกันพอสมควรนะครับ แล้วถ้ามีอะไรเพิ่มเติมอีกจะนำมาฝากกันในครั้งหน้านะคร้าบบบบ

13 กันยายน 2553

หลักการสำคัญของการออกกำลังกาย

หลักการสำคัญของการออกกำลังกาย




สมรรถภาพร่างกายที่ดี ประกอบประกอบไปด้วยองค์ประกอบดังนี้คือ

1. หัวใจที่แข็งแรง

2. กล้ามเนื้อแข็งแรง

3. กล้ามเนื้อและข้อต่อมีความยืดหยุ่นดี

4. จิตใจที่ดี

5. น้ำหนักและเปอร์เซ็นต์ไขมันที่ได้เกณฑ์มาตรฐาน

          ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายและหัวใจมีความแข็งแรงเพิ่มมากขึ้นจึงควรยึดหลัก F.I.T.T. ซึ่งย่อมาจาก

Frequency : ความบ่อยในการออกกำลังกายควรอยู่ประมาณ 3-5 ครั้ง / สัปดาห์

Intensity : การควบคุมความเหนื่อยให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปและไม่น้อยจนเกินไป

Time : ระยะเวลาในการออกกำลังกายนานต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาทีขึ้นไป

Type : ชนิดของกิจกรรมควรเป็นกิจกรรมแบบต่อเนื่อง เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ (Cardio Training)

          ขอให้ทุกท่านอย่าได้ลืมว่าการออกกำลังกายไม่ใช่เพียงเพื่อให้รูปร่างที่ดีเท่านั้น แต่ยังทำให้สุขภาพร่างกาย หัวใจ และระบบต่างๆสามรถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ช่วยชะลอริ้วรอย ให้หน้าตาดูอ่อนกว่าวัยและที่สำคัญยังช่วยป้องกันและลดอัตราการเสี่ยงโรคภัยชนิดต่างๆได้ดีกว่าการไม่ออกกำลังกายเลย เพราะการออกกำลังกายให้อะไรๆได้มากมายกว่าที่คุณคิด

12 กันยายน 2553

ภัยเงียบ....จากสารให้ความหวานสังเคราะห์

          
          ทุกวันนี้มีผลิตภัณฑ์น้ำตาลต่ำหรือไร้น้ำตาลออกวางจำหน่ายในท้องตลาดมากมาย ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ใช้สารให้ความหวานสังเคราะห์ ซึ่งก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าจะมีผลข้างเคียงใดๆตามมาหรือไม่

          โดยทั่วไปสารให้ความหวานแบบสังเคราะห์จะมีอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกรวมถึงน้ำตาลเทียม เช่น Sorbitol, Xylital,และ Mannitol ซึ่งให้พลังงานเหมือนน้ำตาล

          ส่วนประเภทที่สองคือผลิตภัณฑ์ให้ความหวานแบบสังเคราะห์ที่มีรสหวานมากเช่น ขัณฑสกร (Saccharine) และแอสพาแตม (Aspartame) ซึ่งแทบไม่มีแคลอรีเลย และมักถูกนำไปใช้กับอาหารเพื่อลดน้ำหนัก และเครื่องดื่มแบบ "Light" (เครื่องดื่มสำหรับการลดน้ำหนัก) ขัณฑสกรมีความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 300 เท่า ส่วนแอสพาแตมหวานกว่า 180 เท่า ข้อดีของสารให้ความหวานแบบสังเคราะห์เหล่านี้คือ มันไม่ทำให้น้ำหนักขึ้น หรือทำให้สารเคลือบฟันเสีย แต่มันก็ไม่ปลอดภัยกับร่างกายไปซะทีเดียว

          ในช่วงทศวรรษ 70s ขัณฑสกรถูกค้นพบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งจึงทำให้ถูกห้ามขายไประยะหนึ่ง แต่ตอนนี้ก็มีการนำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการเป็นสารให้ความหวานสังเคราะห์ที่ไม่มีแคลอรี ส่วนแอสพาแตมเป็นสารให้ความหวานที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด แต่การใช้งานของมันก็เป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างเช่นกัน ในปี ค.ศ. 1996 สมาคม American Association of Neuropathologists ระบุว่าการใช้แอสพาแตมอย่างแพร่หลายมีความเชื่อมโยงกับจำนวนผู้ป่วยด้วย เนื้องอกในสมองในสหรัฐที่เพิ่มขึ้น 10 % นักวิทยาศาสตร์บางคนยังคงยืนยันว่าการบริโภคแอสพาแตมบ่อยครั้งอาจทำให้เกิดเนื้องอกในสมองสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางพันธุกรรม

          การบริโภคสารให้ความหวานสังเคราะห์ในปริมาณมากจะทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ เราจึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคสารนี้ ผู้หญิงหลายคนที่ใช้ Canderel (หรือ แอสพาแตม) เป็นประจำจะมีการปวดหัวและอาการก่อนมีประจำเดือนที่รุนแรงขึ้น ผมขอแนะนำให้รับประทานน้ำตาลและอาหารที่มีรสหวานให้น้อยลงดีกว่าจะพึ่งสารให้ความหวานสังเคราะห์ การควบคุมน้ำหนักด้วยการใส่สารให้ความหวานสังเคราะห์ในกาแฟหรือชา (เพื่อให้ได้พลังงานน้อยลง 20 แคลอรี) เพื่อชดเชยกับการรับประทานเค้กหรือบิสกิตเป็นของหวาน (ซึ่งให้พลังงานประมาณ 500 แคลอรี) ช่างเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยนะครับ คุณว่ามั๊ย???

3 กันยายน 2553

9 สุดยอด...อาหารดีทอกซ์

          สำหรับใครที่รักสุขภาพ...ฟังทางนี้ เพราะถ้าคุณต้องการมีผิวพรรณสดใส สุขภาพร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บตลอดไป เราขอแนะนำ 9 สุดยอดอาหารสำหรับการดีทอกซ์มาฝาก เพื่อช่วยล้างพิษออกจากร่างกายคุณ พร้อมเติมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายและให้พลังงานเอนไซม์ที่ช่วยล้างของเสียในตับซึ่งถือเป็นศูนย์ดีทอกซ์ของร่างกาย ว่าแล้วก็มาดูกันเลยครับว่ามีอะไรบ้าง

1. ผักใบเขียว นำมาล้างให้สะอาดแล้วทานสดๆ หรือใส่ในซุป หรือจะนำมาปั่นทำเป็นน้ำผลไม้ดื่มก็ได้ทั้งนั้น เพราะคลอโรฟีลล์ในผักใบเขียวจะช่วยขับสารพิษจากสิ่งแวดล้อม สิ่งปนเปื้อนต่างๆ เช่น โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง และยังช่วยปกป้องตับ อีกทั้งทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้นอีกด้วยครับ

2. เลมอน ในการล้างของเสียออกจากร่างกายนั้น ของเหลวในร่างกายต้องหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นน้ำเลมอนจึงเหมาะสำหรับการทำดีทอกซ์มากครับเนื่องจากจะอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นวิตามินดีทอกซ์ ที่ช่วยเปลี่ยนสารพิษให้เป็นสารละลายน้ำได้ ผลก็คือทำให้ร่างกายสามารถล้างพิษได้ง่ายขึ้น ผลรางวัลก็คือน้ำเลมอนช่วยให้คุณต่อสู้กับอาการของหอบหืดได้อีกด้วยนะครับ


3. วอเตอร์เครส นำมาใส่ในสลัด ซุป หรือแซนด์วิชทานก็ได้  ผักสีเขียวใบเล็กๆนี้ถือเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง และมีคุณสมบัติในการล้างสารพิษที่ตกค้างอยู่ภายในร่างกาย นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอีกต่างหาก


4. กระเทียม อ่ะๆๆ อย่าเพิ่งเหม็นครับ เพราะถึงแม้กลิ่นของมันจะแรงจนหลายๆคนต้องเบือนหน้าหนี แต่กระเทียมมีประโยชน์มากมายทีเดียวนะครับ ลองใส่กระเทียมในอาหารอย่าง สลัด ซอส น้ำจิ้มต่างๆ ดูสิครับ เพราะนอกจากจะส่งผลดีต่อหัวใจของคุณแล้ว กระเทียมยังช่วยกระตุ้นเอนไซม์ในตับซึ่งช่วยในการขับของเสียออกจากร่างกายอีกด้วย แหม มีประโยชน์มากมายขนาดนี้ คงต้องฝืนทานกันดูสักนิดแล้วนะครับ

5. ชาเขียว ใครๆก็รู้จักชาเชียวกันอยู่แล้วใช่ไหมครับ แต่จะทราบกันหรือไม่ครับว่านอกจากจะเป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ชาเขียวยังเป็นหนึ่งในวิธีการนำของเหลวเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีสุขภาพที่สุด รางวัลที่ได้คือชาเขียวมีสารคาเทซินที่ช่วยเร่งการทำงานของตับอีกด้วยครับ

6. บลอกโคลีสเปราต์ ไปซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านอาหารสุขภาพคราวใด อย่าลืมมองหาต้นอ่อนบลอกโคลีกันนะครับ  เห็นเป็นต้นอ่อนๆอย่างนี้ก็เถอะ แต่เชื่อไหมครับว่าแต่ละคำมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็งและกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์มากกว่าผักใบเขียวที่โตเต็มที่ถึง 20-50 เท่าเชียวนะครับ ทำเป็นเล่นไป


7. เมล็ดงา เมล็ดงาเม็ดเล็กๆนี้ เชื่อไหมครับว่ามันช่วยปกป้องตับจากการถูกเล่นงานโดยแอลกอฮอล์และสารเคมีอื่นๆ แม้ว่าอาหารที่มีงาเป็นส่วนประกอบจะมีไม่มากนัก แต่ก็พอที่จะหาทานได้บ้างอย่างน้ำเต้าหู้ใส่งาดำ ขนมงาตัด ที่ทั้งทานง่ายและมีประโยชน์มากมายทีเดียวครับ


8. กะหล่ำปลี ดูเป็นผักธรรมดาๆ ไม่น่ามีอะไร แต่ทราบไหมครับว่าจริงๆแล้ว เอนไซม์ล้างสารพิษในตับแบ่งออกเป็นหลักๆได้ 2 ประเภท ซึ่งกะหล่ำปลีนี้แหละที่จะช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ได้ทั้ง 2 ประเภทเลยนะครับ ได้ยินอย่างนี้แล้วยังจะเฉยอยู่ทำไมล่ะครับ รับโคลสลอว์สักถ้วยดีกว่าไหมครับ


9. โยเกิร์ต รสธรรมชาติถ้วยเล็กๆสักถ้วย จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย หรือจะนำไปปั่นรวมกับผลไม้สุดโปรดให้เป็นน้ำผลไม้อร่อยๆ ก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวเลยนะครับ  เพราะแบคทีเรียในโยเกิร์ตจะช่วยให้ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินเคและวิตามินบีในลำไส้ได้ดีขึ้น แนะนำให้ทานในตอนเช้า หลังจากที่ดื่มน้ำสะอาดไปแล้ว 1-2 แก้วนะครับ

รวยได้...ด้วยการออกกำลังกาย

         
          จริงหรือ??? " ออกกำลังกายทำให้...รวยได้ " หลายๆท่านคงสงสัย ว่าออกกำลังกายแบบไหนกันที่จะทำให้รวย ไม่ต้องงงครับ เพราะการออกกำลังกายทำให้รวยได้จริง เพียงแค่คุณหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 วัน/สัปดาห์ เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เท่านี้ก็จะทำให้คุณห่างไกลโรคภัยต่างๆ เช่น ไข้หวัด ภูมิแพ้ มะเร็ง ความดันสูง กระดูกพรุน ฯลฯ แล้วยังงัยน่ะเหรอ ผลก็คือคุณไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเพื่อไปรักษาโรคต่างๆ (ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ค่อนข้างแพงเอาการอยู่อย่างน้อยๆก็ประมาณหลักพันบาทขึ้นไปสำหรับโรงพยาบาลเอกชน)ไม่ต้องเสียเวลาเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งจะทำให้เสียรายได้จากการทำงาน งานที่ทำขาดประสิทธิภาพ ฯลฯ

          ดังนั้นถ้าคุณไม่อยากหมดเงินไปกับการเสียค่ารักษาพยาบาล ซึ่งหามาด้วยความยากลำบากแล้วล่ะก็ หมั่นหาเวลาไปออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นประจำนะครับ เพราะนอกจากจะทำให้คุณมีสุขภาพดีขึ้นแล้ว ผิวพรรณก็ดูสดใสอ่อนกว่าวัย ระบบต่างๆของร่างกายก็ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพขึ้น

          ว่าแล้วจะมัวรอช้ากันอยู่ทำไม ถ้าอยากรวยด้วยการออกกำลังกายก็มาใส่รองเท้าแล้วออกไปวิ่งหรือออกไปปั่นจักรยานตามเทรนด์กันดีกว่าครับ Go!!!