12 กันยายน 2553
ภัยเงียบ....จากสารให้ความหวานสังเคราะห์
ทุกวันนี้มีผลิตภัณฑ์น้ำตาลต่ำหรือไร้น้ำตาลออกวางจำหน่ายในท้องตลาดมากมาย ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ใช้สารให้ความหวานสังเคราะห์ ซึ่งก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าจะมีผลข้างเคียงใดๆตามมาหรือไม่
โดยทั่วไปสารให้ความหวานแบบสังเคราะห์จะมีอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกรวมถึงน้ำตาลเทียม เช่น Sorbitol, Xylital,และ Mannitol ซึ่งให้พลังงานเหมือนน้ำตาล
ส่วนประเภทที่สองคือผลิตภัณฑ์ให้ความหวานแบบสังเคราะห์ที่มีรสหวานมากเช่น ขัณฑสกร (Saccharine) และแอสพาแตม (Aspartame) ซึ่งแทบไม่มีแคลอรีเลย และมักถูกนำไปใช้กับอาหารเพื่อลดน้ำหนัก และเครื่องดื่มแบบ "Light" (เครื่องดื่มสำหรับการลดน้ำหนัก) ขัณฑสกรมีความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 300 เท่า ส่วนแอสพาแตมหวานกว่า 180 เท่า ข้อดีของสารให้ความหวานแบบสังเคราะห์เหล่านี้คือ มันไม่ทำให้น้ำหนักขึ้น หรือทำให้สารเคลือบฟันเสีย แต่มันก็ไม่ปลอดภัยกับร่างกายไปซะทีเดียว
ในช่วงทศวรรษ 70s ขัณฑสกรถูกค้นพบว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งจึงทำให้ถูกห้ามขายไประยะหนึ่ง แต่ตอนนี้ก็มีการนำกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการเป็นสารให้ความหวานสังเคราะห์ที่ไม่มีแคลอรี ส่วนแอสพาแตมเป็นสารให้ความหวานที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด แต่การใช้งานของมันก็เป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้างเช่นกัน ในปี ค.ศ. 1996 สมาคม American Association of Neuropathologists ระบุว่าการใช้แอสพาแตมอย่างแพร่หลายมีความเชื่อมโยงกับจำนวนผู้ป่วยด้วย เนื้องอกในสมองในสหรัฐที่เพิ่มขึ้น 10 % นักวิทยาศาสตร์บางคนยังคงยืนยันว่าการบริโภคแอสพาแตมบ่อยครั้งอาจทำให้เกิดเนื้องอกในสมองสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางพันธุกรรม
การบริโภคสารให้ความหวานสังเคราะห์ในปริมาณมากจะทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ เราจึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคสารนี้ ผู้หญิงหลายคนที่ใช้ Canderel (หรือ แอสพาแตม) เป็นประจำจะมีการปวดหัวและอาการก่อนมีประจำเดือนที่รุนแรงขึ้น ผมขอแนะนำให้รับประทานน้ำตาลและอาหารที่มีรสหวานให้น้อยลงดีกว่าจะพึ่งสารให้ความหวานสังเคราะห์ การควบคุมน้ำหนักด้วยการใส่สารให้ความหวานสังเคราะห์ในกาแฟหรือชา (เพื่อให้ได้พลังงานน้อยลง 20 แคลอรี) เพื่อชดเชยกับการรับประทานเค้กหรือบิสกิตเป็นของหวาน (ซึ่งให้พลังงานประมาณ 500 แคลอรี) ช่างเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยนะครับ คุณว่ามั๊ย???
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น