ผลไม้...รักษาโรค
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าผักและผลไม้เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุด และถือเป็นยาที่เก่าแก่และมีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก เพราะพวกมันมีวิตามินและแร่ธาตุต่อจำนวนแคลอรี่มากกว่าอาหารประเภทอื่นๆ ผลไม้และผักให้พลังงานแก่ร่างกาย เพราะมันมีคาร์โบไฮเดรตและเส้นใยที่ย่อยไม่ได้อยู่มาก ผลไม้และผักมีปริมาณไขมันน้อย (ยกเว้น โอลีฟ อะโวคาโด และมะพร้าว) เอนไซม์ในผลไม้และผักสดช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารของร่างกาย นอกจากนั้นผลไม้และผักยังมีสารต้านเป็นจำนวนมาก สารเหล่านั้นเรียกว่าเส้นใยอาหาร เส้นใยอาหารส่วนมากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีเส้นใยอาหารอยู่ประมาณร้อยกว่าชนิด ผักกะหล่ำ เช่น บล็อคอลี่ มีสารอาหารบางชนิดที่กระตุ้นการผลิตสารต้านมะเร็งในร่างกาย เปลือกของผลไม้ตระกูลส้ม มีน้ำมันที่ช่วยต้านมะเร็ง
ผลไม้ที่สุกจะย่อยง่ายเพราะมันมีน้ำตาลธรรมชาติ (กลูโคสและฟรุคโตส) ซึ่งเป็นน้ำตาลที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ทันที สารอาหารบางตัวในผลไม้ดิบยังไม่เปลี่ยนเป็นกลูโคสและฟรุคโตสอย่างเต็มรูปแบบจึงทำให้มันย่อยยาก เช่น กล้วยดิบอุดมไปด้วยแป้ง ในขณะที่แป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลที่ย่อยได้ง่ายเมื่อกล้วยสุก เราควรรับประทานผลไม้ที่มีเนื้อแน่นและไม่รับประทานผลไม้ที่เสียหรือช้ำและต้องมั่นใจว่าผลไม้นั้นสุก แตงและสับปะรด (ไม่ควรเก็บในตู้เย็น) จะนิ่มที่ส่วนล่างของผลและมีกลิ่นหอมเมื่อสุก และควรทิ้งกีวี พีช พลัม และมะม่วงสุกให้นิ่มและสุกเองในอุณหภูมิห้อง
ลูกเบอร์ลี่
ลูกเบอร์ลี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกเบอร์ลี่ แบล็คเบอร์ลี่ และสตรอเบอร์ลี่ ไม่เพียงมีรสชาติดีเท่านั้น แต่ยังเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารมากด้วย บลูเบอร์ลี่ (ไม้ในกลุ่ม myrtilles มีต้นเตี้ย) มีสารสีฟ้า anthocyanin ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง บลูเบอร์ลี่เหมือนกับแอปเปิ้ลตรงที่มันมี pectin ซึ่งเป็นธาตุวุ้นในผลไม้มาก และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ ลูกเบอร์ลี่ชนิดอื่นๆก็มี anthocyanin เช่นกัน ซึ่งเป็นตัวช่วยรักษาอาการมองเห็นไม่ชัดในที่มืดหรือตอนกลางคืน anthocyanin ช่วยปกป้องหลอดเลือดเล็กๆ จากอนุมูลอิสระที่จะเข้ามาทำลาย และ anthocyanin ยังกระตุ้นให้เลือดไปหล่อเลี้ยงที่ดวงตาอีกด้วย สตรอเบอรี่ขนาดกลาง 8 ลูกมีปริมาณวิตามินซีมากกว่าส้ม 1 ลูก
แอปเปิ้ล
" An apple a day keeps the doctor away" แอปเปิ้ลอุดมไปด้วย flavonoid และเส้นใยซึ่งทำให้การทำงานของวิตามินซีในระบบต้านอนุมูลอิสระมีประสิทธิภาพมากขึ้นและทำให้แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุด นักวิจัยระบุว่า flavonoid kersetine ที่มีในผลไม้เป็นอาวุธลับในการต่อสู้กับมะเร็ง นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังสามารถป้องกันโรคหัวใจได้อีกด้วย เพราะมันมี pectin อยู่มาก และ pectin ซึ่งเป็นเส้นใยที่ย่อยได้นั้นก็ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย
ผลไม้ตระกูลส้มหรือมะนาว
เกรปฟรุต ส้ม มะนาวสีเหลือง มะนาวลูกเล็กสีเขียว กีวี่ ส้มเปลือกหนา ส้มจีน ส้ม Clementine มีวิตามินซีและเส้นใยอาหารสูง ผลไม้ประเภทนี้มี flovonoid ที่ต้านอนุมูลอิสระ และส่งเสริมการทำงานของวิตามินซีในระบบต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย เกรปฟรุตที่มีสีชมพูจะมีรสชาติหวานกว่าสีเหลือง และมีสารเบต้า-แคโรทีนมากกว่าอีกด้วย ทั้งยังมี lycopene ซึ่งเป็นสารแคโรทีนอยด์ ที่ป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชายและป้องกันมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง เกรปฟรุตที่มีสีชมพูและสีเหลืองมีวิตามินซีประมาณ 80-150 มิลลิกรัม
ส่วนของผลไม้ตระกูลส้มที่มักถูกทิ้งไปก็คือส่วนเปลือก เปลือกส้มและเปลือกมะนาวมี D-limonene ซึ่งเป็นน้ำมันจากเปลือกที่มีสรรพคุณในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมในสัตว์ทดลอง D-limonene ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และมื่อทานเสร็จแล้วอย่าเพิ่งทิ้งเปลือกของส้มและมะนาวนะครับ นำมาล้างให้สะอาดแล้วนำมาประกอบอาหาร (เช่น ใส่ในสลัดหรือโยเกิร์ต)
แต่สำหรับชาวตะวันตกแล้ว มะนาวเป็นแหล่งวิตามินซีหลัก แต่ที่จริงแล้วลูกกีวีมีวิตามินซีมากกว่าส้มถึง 2 เท่า (ส้มมีประมาณ 53 มิลลิกรัม กีวี่มีประมาณ 100 มิลลิกรัม) วิตามินซีของส้มจะอยู่ในส่วนที่เป็นแกนกลาง ซึ่งมักถูกทิ้งไป และห้ามรับประทานเปลือกส้มที่ไม่ได้ปลูกแบบออร์แกนิคอย่างเด็ดขาดนะครับ นอกจากนี้ส้มยังเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียมและมีปริมาณแคโรทีนอยในระดับปานกลาง
ข้อควรระวังเกี่ยวกับ bioflovonoid ในผลไม้ตระกูลส้ม
Bioflovonoid ที่ได้จากผลไม้ตระกูลส้ม อาจมีผลต่อยาบางชนิดหากผลไม้ตระกูลส้มนั้นมี naragine ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า naragine จากน้ำเกรปฟรุตสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของ nefedipine และ cyclosporine และลดประสิทธิภาพของสารอื่นๆ (คาเฟอีน coumarin และ oestrogen ดังนั้นคุณจึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำผลไม้หรือรับประทานอาหารที่มี bioflovonoid จากผลไม้ตระกูลส้ม หากคุณอยู่ระหว่างการศึกษาที่ใช้ nefedipine และ cyclosporine
25 พฤษภาคม 2554
21 พฤษภาคม 2554
ระบายท้อง...ด้วยสมุนไพร
อึดอัดใช่ไหม ที่ทำม๊าย...ทำไม ถ่ายไม่ออกซะที วันนี้เรามีตัวช่วยที่แสนจะง่ายดายด้วยสมุนไพรแบบไม่ต้องพึ่งยา ซึ่งนอกจากจะทำให้เพลียแล้วยังเป็นอันตราย และยิ่งพอใช้ไปนานๆก็ดื้อยาซะงั้น
แม้ว่าการระบายท้องจะไม่ได้มีผลช่วยในการลดน้ำหนักโดยตรง แต่ก็ช่วยให้เราหายจากอาการท้องผูกหรือปวดท้องเนื่องจากการรับประทานมากเกินไป ซึ่งจะช่วยไม่ให้คุณอึดอัดและรู้สึกเบาสบายตัวกว่าที่จะไม่ได้ระบายท้องเลย แต่วิธีการระบายท้องที่ปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้นคุณควรเลิกพึ่งยาระบายท้องซะนะครับ แล้วหันมาสนใจวิถีทางทางธรรมชาติ เช่นสมุนไพรกันดีกว่า เพราะสมุนไพรที่นำมาเสนอนี้มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ สามรถทานได้เป็นประจำ เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติ นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย และไม่ก่อเกิดสารพิษตกค้าง รวมทั้งยังทำให้หน้าท้องของเราแบนราบเรียบสวยได้อีกด้วย
กุยช่าย
ส่วนที่ใช้ ๐ ใบหรือเมล็ด
วิธีรับประทาน ๐ นำใบกุยช่ายมาต้มพอสุก
๐ นำไปผัดกับตับทำเป็นกับข้าว
๐ นำเมล็ดกุยช่ายไปบดเป็นผง แล้วนำมาละลายกับน้ำสุกในอัตราส่วน 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1 แก้ว ดื่มก่อนนอน
ผักกาดขาว
ฟักทอง
มันฝรั่ง
มะขาม
แม้ว่าการระบายท้องจะไม่ได้มีผลช่วยในการลดน้ำหนักโดยตรง แต่ก็ช่วยให้เราหายจากอาการท้องผูกหรือปวดท้องเนื่องจากการรับประทานมากเกินไป ซึ่งจะช่วยไม่ให้คุณอึดอัดและรู้สึกเบาสบายตัวกว่าที่จะไม่ได้ระบายท้องเลย แต่วิธีการระบายท้องที่ปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ดังนั้นคุณควรเลิกพึ่งยาระบายท้องซะนะครับ แล้วหันมาสนใจวิถีทางทางธรรมชาติ เช่นสมุนไพรกันดีกว่า เพราะสมุนไพรที่นำมาเสนอนี้มีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ สามรถทานได้เป็นประจำ เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติ นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย และไม่ก่อเกิดสารพิษตกค้าง รวมทั้งยังทำให้หน้าท้องของเราแบนราบเรียบสวยได้อีกด้วย
กุยช่าย
ส่วนที่ใช้ ๐ ใบหรือเมล็ด
วิธีรับประทาน ๐ นำใบกุยช่ายมาต้มพอสุก
๐ นำไปผัดกับตับทำเป็นกับข้าว
๐ นำเมล็ดกุยช่ายไปบดเป็นผง แล้วนำมาละลายกับน้ำสุกในอัตราส่วน 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1 แก้ว ดื่มก่อนนอน
ผักกาดขาว
ส่วนที่ใช้ ๐ ก้านใบ
วิธีรับประทาน ๐ นำก้านใบผักกาดขาวมาล้างให้สะอาด แล้ว
นำมาหั่นเป็นชิ้นพอคำจากนั้นนำไปผัดกับน้ำมันเล็กน้อย ส่วนเครื่องปรุงให้ใช้ซีอิ๊วขาวและน้ำส้มสายชู
ส่วนที่ใช้ ๐ ราก
วิธีรับประทาน ๐ นำรากฟักทองมาล้างให้สะอาดแล้วนำไปต้มกับน้ำพอท่วม แล้วให้ดื่มแต่น้ำวันละ 1 แก้วก่อนนอน
มันฝรั่ง
ส่วนที่ใช้ ๐ หัว
วิธีรับประทาน ๐ นำหัวมันฝรั่งสดๆมาล้างให้สะอาด แล้วนำ
มาปั่นให้ละเอียด เอาแต่น้ำมาทาน โดยทานวันละ 2 ช้อนโต๊ะ
มาปั่นให้ละเอียด เอาแต่น้ำมาทาน โดยทานวันละ 2 ช้อนโต๊ะ
กล้วยหอม
ส่วนที่ใช้ ๐ ผล
วิธีรับประทาน ๐ นำกล้วยหอมสุกๆมาทานขณะท้องว่างวันละ 1-2 ผล ทุกวัน
หม่อน
ส่วนที่ใช้ ๐ ผล
วิธีรับประทาน ๐ นำผลหม่อนสดมาคั้นน้ำแล้วดื่มน้ำที่ได้วันละ 2 ช้อนโต๊ะ
มะขาม
ส่วนที่ใช้ ๐ ผล
วิธีรับประทาน ๐ นำเนื้อมะขามสดหรือแห้งก็ได้สัก 30 กรัมมาต้มกับน้ำพอท่วมแล้วนำน้ำมาดื่มวันละครึ่งแก้ว
ท้อ
ท้อ
ส่วนที่ใช้ ๐ ผล
วิธีรับประทาน ๐ นำเนื้อลูกท้อมาตากแห้งแล้วนำมาบดเป็นผง เวลากินให้ละลายกับน้ำต้มสุกในอัตราส่วน 1 ช้อนชาต่อน้ำครึ่งแก้ว
แตงโม
ส่วนที่ใช้ ๐ ผล
วิธีรับประทาน ๐ นำเนื้อแตงโมมากินวันละ 1 เสี้ยว หรือนำไปคั้นเป็นน้ำผลไม้ โดยผสมน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อย
มะขามป้อม
ส่วนที่ใช้ ๐ ผล
วิธีรับประทาน ๐ นำเนื้อมะขามป้อมมาปั่นละเอียด แล้วนำน้ำที่ได้มาผสมกับน้ำสุกในอัตราส่วน 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 แก้ว อาจผสมเกลือลงไปเล็กน้อย ก็จะช่วยให้รสชาติดีขึ้น
มะเขือเทศ
ส่วนที่ใช้ ๐ ผล
วิธีลดความอ้วนให้ได้ผล
วิธีลดความอ้วนให้ได้ผล
ลักษณะการดำเนินชีวิตของคนเราในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปทำงาน หรือกิจกรรมงานบ้านทั่วๆไป ยังไม่ถือว่าเป็นการออกกำลังกาย แต่เป็นการใช้พลังงาน เวลาที่เราใช้พลังงานทำงานอะไรก็ตามแต่ ขึ้นอยู่กับความหนักเบาและเวลาที่กระทำ กล่าวคือ ใน 5 นาทีแรกร่างกายจะใช้น้ำตาลเป็นพลังงานเสมอ แต่จะเริ่มมีการเผาผลาญพลังงานที่เป็นไขมันบ้างแต่ก็เล็กน้อยมาก หรือแทบจะเรียกได้ว่ายังไม่กระเทือนผิวไขมัน ส่วนแคลอรี่ที่ถูกเผาไปแล้วจะอยู่ในรูปแบบน้ำตาล คาร์โบไฮเดรตซึ่งตรงนี้ไม่ได้ลดความอ้วน เพราะ ไขมันไม่ได้ถูกละลายออกไป แต่จะลดน้ำตาลที่คั่งค้างในกระแสเลือด ลดการเป็นโรคเบาหวานลงได้น้ำตาลตรงนี้เราใช้ไม่หมด คั่งค้างสะสมไว้ก็จะเปลี่ยนเป็นไตรกรีเซร์ไรด์เป็นไขมันต่อไป วนเวียนเป็นวงจรอย่างนี้ ยิ่งเพิ่มก็ยิ่งพอกเก็บเป็นยุ้งเลยทีเดียว จะเห็นได้ว่า 5 นาทีแรกน้ำตาลถูกเผาผลาญ แต่ไขมันยังนิ่งทีนี้ถ้าเราไปออกกำลังกายในรูปแบบที่เราชอบอะไรก็ได้ เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง วิ่งไปเรื่อยๆให้นานถึง 20-30 นาที เริ่มจาก 5 นาที และสู่นาทีที่ 6 ไปแล้วร่างกายจะเปลี่ยนเอาไขมันมาเป็นพลังงานเผาไปเรื่อยๆ นาทีที่ 6-7-8-9 ก็จะเริ่มเผามากขึ้นสักครึ่งชั่วโมงก็ได้ 300 กิโลแคลอรี่ การใช้พลังงานในรูปแบบการออกกำลังกายนี้ก็จะทำให้น้ำหนักเราลดลง ไขมันในเลือด ไตรกรีเซอร์ไรด์ก็จะลดตามไปด้วย ไม่ว้าจะเป็นไขมันในพุง ในลำไส้ก็จะพากันละลายออกมาด้วย
ฉะนั้นการที่ไขมันจะพากันไปจับในเส้นเลือดจึงมีโอกาสน้อย ทำให้เส้นเลือดเราไม่ตีบ เหมือนท่อน้ำทิ้งไม่มีเศษอาหารอุดตันก็ไหลคล่องตัว โดยเฉพาะเส้นเลือดสมองและหัวใจซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของชีวิต ถ้าตีบจากไขมันขึ้นมาเมื่อไหร่ก็จะส่งผลกระทบมากมายทั้งตัวเราเองและคนในครอบครัว โดยเฉพาะในสมองถึงกับเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ เห็นหรือยังครับ ทำไมจึงตั้งเงื่อนไขของการออกกำลังกายว่าต้องให้เป็นแบบแอโรบิกให้นานต่อเนื่อง 20 นาที แต่จะมากน้อยขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งการถูกฝึกฝนมาแล้วของแต่ละคน นอกจากนี้การออกกำลังกายในช่วงนาทีที่ 10 เป็นต้นไปเริ่มมีการหลั่งของเอนโดรฟีน โกรว์ธฮอร์โมน อินซูลิน ออกมาเพื่อให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใส มีการเผาผลาญพลังงานของเสียต่างๆหมดไป ร่างกายก็เหมือนกับจะหยั่งรู้ว่าต้องใช้เวลาเท่านี้นะจะได้ผลตามมา เมื่อเริ่มมีการหลั่งเอ็นโดรฟินออกมาทำให้เราเริ่มมรความสุขกับการออกกำลังกาย อารมณ์แจ่มใส ข้อต่อต่างๆเริ่มคล่อง ให้เราสามารถออกกำลังกายต่อได้นานถึงนาทีที่ 20-30 แต่ก็ไม่ควรเกิน 40 นาทีสำหรับคนที่มีอายุมาก เพราะอาจบาดเจ็บได้ถ้าเราออกกำลังกายเกินหนึ่งชั่วโมงจะบาดเจ็บเกิน 5 เท่า การบาดเจ็บอย่างนี้ไม่ดี ทำให้เราทำต่อเนื่องไม่ได้
การเผาผลาญไขมัน 1 กิโลกรัม ใช้เวลาเผาผลาญประมาณกี่วัน?
7,700 แคลอรี่ คือเนื้อไขมัน 1 กิโลกรัมแท้ๆ จำไว้ว่า 7,700 แคลอรี่ ถ้าเราวิ่งจ๊อกกิ้งครึ่งชั่วโมงเราเผาไป 300 เอา 300 หาร 7,700 ประมาณ 25 ครั้งกว่าๆ แสดงว่าถ้าเราวิ่งจ๊อกกิ้งครึ่งชั่วโมงทุกวันๆละ 30 นาทีเป็นเวลา 25 วัน ไขมันในตัวจะลดลงไป 1 ก.ก. อันนี้หมายความว่าทุกวันต้องกินอาหารเท่าๆกัน คือกิน 2,000 แคลอรี่ ใช้ 2,000 แคลอรี่ไปเรื่อยๆออกกำลังกายแบบนี้ 25 ครั้งจะลดลง 1 กิโลกรัม ต้องใช้ความอดทนหน่อยนะครับ ถ้าจะให้ได้ผลควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เดือนหนึ่งไม่ควรเกิน 2-3 กิโลกรัม เพราะถ้ามากเกินไป ข้อเสียคือหนังจะเหี่ยวย่น ลองนึกดูนะครับ คนที่แลดูอวบอิ่มก็เพราะมีไขมันหนุนใต้ผิวหนัง ไขมันอยู่เยอะเลยทำให้หน้าดูเต่งตึง พอเราลดไขมันใต้ผิวหนังส่วนหนึ่งกะทันหัน หรือเร็วเกินไป ผิวหนังก็หดตัวไม่ทันหรอกครับ เพราะผิวหนังต้องใช้เวลา 3-4 สัปดาห์กว่าจะหดตัวลงมา เหมือนลูกโป่งเอาน้ำใส่
ขอขอบคุณข้อมูล โดย รศ.นพ.ปัญญา ไข่มุก (ผู้อำนวยการวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล)
ฉะนั้นการที่ไขมันจะพากันไปจับในเส้นเลือดจึงมีโอกาสน้อย ทำให้เส้นเลือดเราไม่ตีบ เหมือนท่อน้ำทิ้งไม่มีเศษอาหารอุดตันก็ไหลคล่องตัว โดยเฉพาะเส้นเลือดสมองและหัวใจซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของชีวิต ถ้าตีบจากไขมันขึ้นมาเมื่อไหร่ก็จะส่งผลกระทบมากมายทั้งตัวเราเองและคนในครอบครัว โดยเฉพาะในสมองถึงกับเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ เห็นหรือยังครับ ทำไมจึงตั้งเงื่อนไขของการออกกำลังกายว่าต้องให้เป็นแบบแอโรบิกให้นานต่อเนื่อง 20 นาที แต่จะมากน้อยขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งการถูกฝึกฝนมาแล้วของแต่ละคน นอกจากนี้การออกกำลังกายในช่วงนาทีที่ 10 เป็นต้นไปเริ่มมีการหลั่งของเอนโดรฟีน โกรว์ธฮอร์โมน อินซูลิน ออกมาเพื่อให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใส มีการเผาผลาญพลังงานของเสียต่างๆหมดไป ร่างกายก็เหมือนกับจะหยั่งรู้ว่าต้องใช้เวลาเท่านี้นะจะได้ผลตามมา เมื่อเริ่มมีการหลั่งเอ็นโดรฟินออกมาทำให้เราเริ่มมรความสุขกับการออกกำลังกาย อารมณ์แจ่มใส ข้อต่อต่างๆเริ่มคล่อง ให้เราสามารถออกกำลังกายต่อได้นานถึงนาทีที่ 20-30 แต่ก็ไม่ควรเกิน 40 นาทีสำหรับคนที่มีอายุมาก เพราะอาจบาดเจ็บได้ถ้าเราออกกำลังกายเกินหนึ่งชั่วโมงจะบาดเจ็บเกิน 5 เท่า การบาดเจ็บอย่างนี้ไม่ดี ทำให้เราทำต่อเนื่องไม่ได้
การออกกำลังกายที่หนักหรือ Overเกินไป สามารถวัดหรือสังเกตุได้ง่ายๆคือ ระหว่างอยู่ในช่วงออกกำลังกายลองพูดกับตัวเองดูสิ เช่น วันนี้ออกกำลังกายดีจัง อากาศดีดี๊ ไม่เหนื่อยเลยแฮะ อยากโดนพี่หมีตบจังเลย...(อันนี้ไม่เกี่ยว) ถ้าพูดไม่เป็นภาษา แสดงว่าเริ่มกลัวพี่หมีแล้ว..เอ๊ยไม่ใช่ หายใจไม่ทัน หอบแฮกๆพูดไม่ปะติดปะต่อไม่เป็นคำก็ถือว่าหนักเกินไป ต้องค่อยๆชะลอลงได้แล้ว จริงๆแล้วเขาสอนให้จับชีพจร แต่ว่ามันยุ่งยากนะครับ ต้องพกนาฬิกาไปด้วย ใหม่ๆอาจจับชีพจรดูก่อนเปรียบเทียบดู
การเผาผลาญไขมัน 1 กิโลกรัม ใช้เวลาเผาผลาญประมาณกี่วัน?
7,700 แคลอรี่ คือเนื้อไขมัน 1 กิโลกรัมแท้ๆ จำไว้ว่า 7,700 แคลอรี่ ถ้าเราวิ่งจ๊อกกิ้งครึ่งชั่วโมงเราเผาไป 300 เอา 300 หาร 7,700 ประมาณ 25 ครั้งกว่าๆ แสดงว่าถ้าเราวิ่งจ๊อกกิ้งครึ่งชั่วโมงทุกวันๆละ 30 นาทีเป็นเวลา 25 วัน ไขมันในตัวจะลดลงไป 1 ก.ก. อันนี้หมายความว่าทุกวันต้องกินอาหารเท่าๆกัน คือกิน 2,000 แคลอรี่ ใช้ 2,000 แคลอรี่ไปเรื่อยๆออกกำลังกายแบบนี้ 25 ครั้งจะลดลง 1 กิโลกรัม ต้องใช้ความอดทนหน่อยนะครับ ถ้าจะให้ได้ผลควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เดือนหนึ่งไม่ควรเกิน 2-3 กิโลกรัม เพราะถ้ามากเกินไป ข้อเสียคือหนังจะเหี่ยวย่น ลองนึกดูนะครับ คนที่แลดูอวบอิ่มก็เพราะมีไขมันหนุนใต้ผิวหนัง ไขมันอยู่เยอะเลยทำให้หน้าดูเต่งตึง พอเราลดไขมันใต้ผิวหนังส่วนหนึ่งกะทันหัน หรือเร็วเกินไป ผิวหนังก็หดตัวไม่ทันหรอกครับ เพราะผิวหนังต้องใช้เวลา 3-4 สัปดาห์กว่าจะหดตัวลงมา เหมือนลูกโป่งเอาน้ำใส่
ขอขอบคุณข้อมูล โดย รศ.นพ.ปัญญา ไข่มุก (ผู้อำนวยการวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล)
16 พฤษภาคม 2554
กฏ 5 ข้อเพื่อการออกกำลังกายให้ได้ผล
เคยมั๊ย??? ที่ออกกำลังกายยังไงก็ยังไม่ค่อยจะเห็นผลสักที หรือบางทีก็ใช้ระยะเวลานานเหลือเกินกว่าจะเห็นผลหรือประสบความสำเร็จสักที วันนี้เราจะลองมาดูกันนะครับว่า เราควรจะออกกำลังกายโดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์อย่างไร เพื่อให้ได้ผลและถูกต้อง
กฎข้อแรก ไปให้ไกลยิ่งกว่าเดิม
วิทยาศาสตร์ว่าไว้ว่า : ตามหลักฟิสิกส์แล้ว พลังงานคือแรงคูณกับระยะทาง (น้ำหนักตัวคูณระยะทาง) ในเมื่อเราไม่อยากเพิ่มน้ำหนักเพื่อที่จะได้ใช้พลังงานให้มากขึ้น เราถึงต้องเพิ่มแรงในการออกกำลังกาย
ดังนั้น : ไม่ว่าการทำท่า Lung หรือ Situp ก็ตาม ท่าสุดท้ายของการออกกำลังกายก็จบลงบนพื้นราบอยู่ดี ดังนั้นต้องหาพื้นที่บริเวณกว้างๆ แล้วใช้ให้คุ้ม หรือไม่ก็ลองวางเท้าข้างใดข้างหนึ่งบนขั้นบันไดหรือสเต็ปในการทำท่า Lung
กฎข้อสอง สัมผัสพื้นให้น้อยเข้าไว้
วิทยาศาสตร์ว่าไว้ว่า : ยิ่งวัตถุ (ร่างกาย) สัมผัสกับพื้นผิว (พื้น) น้อยที่สุด ยิ่งทำให้วัตถุมั่นคง ไม่เสียการทรงตัว เป็นเรื่องดีที่ร่างกายของเรามีการรักษาบาลานซ์ ซึ่งก็คือกล้ามเนื้อ ดังนั้นการทำให้ร่างกายของเราเสียการทรงตัวนิดหน่อย ย่อมทำให้เพิ่มการออกกำลังกายให้ยากขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อได้ออกแรงหรือทำงานได้มากขึ้น
ดังนั้น : ลองยกเท้าข้างหนึ่งไว้ขณะออกกำลังกาย เช่นท่า Squat หรือ Plank เพื่อเพิ่มความท้าทายให้กับกล้ามเนื้อ
กฎข้อสาม บิดอีกนิด
วิทยาศาสตร์ว่าไว้ว่า : ร่างกายของคนเราสามารถขยับเคลื่อนไหวได้ 3 ทิศทาง คือ หน้า-หลัง, ขึ้น-ลงและไปด้านข้าง นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวแบบวนไปวนมาอีกด้วย ท่าออกกำลังกายโดยมากจึงมักเป็นการเคลื่อนไหวแบบหน้า-หลัง, ขึ้น-ลง, ไปด้านข้าง แต่มักจะขาดการออกกำลังแบบหมุนตัว
ดังนั้น : อย่าลืมหมุนตัวไปทางซ้ายแล้วก็ไปทางขวาร่วมกับการออกกำลังกายในท่าปกติ เช่นการทำท่า Lung หรือ Situp แล้วคุณจะได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนได้เคลื่อนไหวอย่างที่ควรจะเป็น
กฎข้อสี่ ดึ๋งดั๋งฉับไว
วิทยาศาสตร์ว่าไว้ว่า : ขณะที่คุณย่อตัวระหว่างการทำท่าไหนก็ตาม กล้ามเนื้อจะสร้างแห่งพลังความยืดหยุ่นขึ้น เหมือนระบบสปริงในเครื่องจักร ที่ช่วยส่งให้สปริงเด้งกลับไปที่ท่าเริ่มต้น โดยกล้ามเนื้อไม่ต้องออกแรงมากนัก
ดังนั้น : ลองหยุดค้างไว้ที่ท่าย่อสัก 4 วินาที เพราะแค่ 4 วินาทีนี้เท่านั้น กล้ามเนื้อของคุณก็จะมีความยืดหยุ่น ส่งผลให้ร่างกายดึ๋งดั๋ง กระปรี้กระเปร่า ราวกับมีสปริง
กฎข้อห้า ผอมได้อีก
วิทยาศาสตร์ว่าไว้ว่า : ถ้าคุณเพิ่มระยะห่างระหว่างจุดรับน้ำหนักกับปลายวัตถุที่ต้องการจะยก (กล้ามเนื้อแขนกับตัวคุณ) จะทำให้การยกยากขึ้น
นั่นก็คือ : ยิ่งตัวสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งยกตัวขึ้นได้ยากขึ้นเท่านั้น กล้ามเนื้อของคุณก็จะต้องทำงานหนักขึ้นด้วย ลองเปลี่ยนท่าจากการคุกเข่าเป็นการยืน พลังกล้ามเนื้อในการรับน้ำหนักทั้งตัวก็จะมีมากกว่าเมื่อเทียบกับคนที่ขาสั้น
ดังนั้น : คุณก็จะได้ออกกำลังมากขึ้นถ้ายกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะให้ขนานกับลำตัว ในขณะที่ทำท่า Lung หรือSquat หรือ Situp ถ้ายากเกินไป สองเอามือประสานไว้หลังศีรษะก่อนก็ได้
ครับ ลองเอาไปทำตามดูนะครับ ถ้าได้ผลยังไงก็อย่าลืมมาบอกกล่าวกันบ้างนะครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)






