2 กรกฎาคม 2557

ออกกำลังกายทั้งที ให้มันถูกวิธีกันหน่อย !!!

       
         ครับ ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่ออกกำลังกายนั่นเพราะมันทำให้คุณรู้สึกดี สดชื่น และเหมือนจะได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจมากกว่านั้น แต่ไหนๆคุณจะออกกำลังกายกันแล้ว ผมก็อยากแนะนำให้มันได้ผลจริงๆ สำหรับใครที่สนใจในเรื่องการออกกำลังกายคงพอจะทราบว่าบนลู่วิ่ง จักรยาน หรือเครื่องคาร์ดิโอ(การเล่นแบบคาร์ดิโอก็คือการออกกำลังกายเป็นระยะเวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 20 -30 นาทีขึ้นไป)หลายๆอย่าง มักจะมีตัวจับอัตราการเต้นของหัวใจด้วย แล้วคุณทราบไหมครับ ว่าแท้จริงแล้วมันมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด แล้วทำไมจะต้องมีไอ้เจ้าตัวจับอัตราการเต้นของหัวใจใส่เข้ามาด้วย หรือว่าจริงๆแล้วเค้าต้องการแค่จะเพิ่มมูลค่าสินค้าให้มันดูมีราคาแพงเฉยๆ แต่ผมจะเฉลยเลยแล้วกันนะครับ ว่ามันมีความสำคัญมาก เพราะในการออกกำลังกายที่ถูกต้อง คุณจะต้องทราบอัตราการเต้นของหัวใจของคุณขณะออกกำลังกายด้วยนะครับ เหตุผลน่ะหรือครับ นั่นก็เพราะว่า ในการออกกำลังกาย เค้าจะมีเกณฑ์บอกว่าในแต่ละช่วงอายุ คุณควรจะมีอัตราการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกายเป็นเท่าไหร่ เช่นคนอายุ 20 ปี ควรจะมีอัตราการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกายอยู่ที่ 130 -150 ครั้ง/นาที เหตุผลน่ะเหรอครับ ก็เพราะว่ามันเป็นช่วงอัตราการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกายที่เหมาะสม ที่จะทำให้ร่างกายของคุณทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ถูกต้อง ปลอดภัยและได้ผล สำหรับผู้ที่ต้องการจะดูแลรูปร่างให้สมส่วน ปราศจากไขมันที่เกาะอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายหรืออยากจะให้หัวใจแข็งแรงมากขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย ร่างกายก็ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าใครยังสงสัยผมก็จะอธิบายให้พอเห็นภาพกันเพิ่มขึ้นอีกนิดนึงแล้วกันนะครับ สมมุติว่าคุณไปออกกำลังกายโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้นว่าหัวใจจะเต้นเท่าไหร่ จะเป็นอย่างไร อธิบายกันง่ายๆเลยนะครับ เอากรณีคนอายุ 20 ปีนะครับ คือถ้าคุณออกกำลังกายโดยที่หัวใจเต้นต่ำกว่า 120 ครั้ง/นาที ร่างกายของคุณก็จะไม่ได้ไปดึงเอาไขมันในร่างกายของคุณที่เกาะตามส่วนต่างๆของร่างกายมาใช้หรือไม่เกิดการเผาผลาญ เอ่อ...แล้วยังไงล่ะ ทีนี้คุณลองเปลี่ยนมาออกำลังกายแบบหนักๆบ้าง วิ่งให้หัวใจมันเต้นเกิน 150 ครั้ง/นาทีกันไปเลยล่ะเป็นไง วิธีนี้ผมขอแนะนำให้กับผู้ที่ทานอะไรไม่ค่อยได้ดีกว่านะครับ แต่ไม่แนะนำให้กับผู้ที่ต้องจะการเน้นไปที่การลดน้ำหนักนะครับ เพราะอะไรน่ะเหรอครับ ก็เพราะว่าถ้าคุณออกกำลังกายมากเกินไป น้ำตาลในเลือดที่มีอยู่(เพื่อไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน) จะถูกดึงเอาออกมาใช้ ทีนี้พอมันไม่มีขึ้นมา มันจะไปหามาใช้ได้จากที่ไหนล่ะครับ ก็ในเมื่อเอามันออกมาใช้แล้ว ลองนึกดู...แต่ถ้านึกไม่ออกผมก็...เฉลยเลยดีกว่า ไม่ทราบว่าคุณเคยสังเกตกันไหมครับ ว่าวันไหนที่คุณออกกำลังกายแบบว่าเหนื่อยมากๆ หนักมากๆ แล้วหลังจากนั้นมันเกิดอะไรขึ้น คุณรู้สึกหิวมากขึ้นใช่ไหมครับ หิวแบบว่าไม่ไหวแล้ว ขอจัดหนักไปเลยดีกว่าวันนี้ สรุป ไอ้เรื่องจะเบิร์นก็ได้เบิร์นอยู่หรอก แต่ที่ไอ้กินกลับเข้าไปนี่สิ มากกว่าที่เบิร์นไป 2-3 เท่าตัว แทนที่จะได้กำจัดมันออก กลับได้กลับมาเพิ่มซะอย่างนั้น แค่นี้ก่อนแล้วกันนะครับไว้มาว่ากันใหม่

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น