13 สิงหาคม 2557

มาดื่มน้ำผลไม้(ให้ถูกวิธี)กันเถอะ




     มาดื่มน้ำผลไม้(ให้ถูกวิธี)กันเถอะ

            ในปัจจุบันนี้  การดื่มน้ำผลไม้ถือเป็นสิ่งที่กำลังได้รับความนิยมกันเป็นอย่างมาก โดยบางท่านอาจจะดื่มแทนการทานอาหารกันเลยก็ว่าได้ บางท่านก็ดื่มเพื่อล้างพิษที่อยู่ในร่างกาย หรือบางท่านก็อาจจะดื่มเพื่อให้ผลไปในทางลดน้ำหนัก และก็ในปัจจุบันนี้อีกเช่นกันที่ในนิตยสารสุขภาพต่างๆ หรือสื่อต่างๆ ต่างก็แนะนำให้ดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้ กันอย่างมากมาย เนื่องจากคุณสมบัติในการบำบัดโรคของน้ำผัก น้ำผลไม้ ดังนั้นจึงเป็นที่แน่นอนแล้วว่า การดื่มน้ำผัก น้ำผลไม้นั้นดีกับสุขภาพอย่างไม่ต้องสงสัย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเครื่องคั้นน้ำผลไม้จึงมีวิวัฒนาการก้าวหน้าไปอย่างมากมาย จนเราเองอยากมีไว้ติดบ้านกันสักคนละเครื่อง
            น้ำผัก ผลไม้ จะช่วยให้พลังงานกับผู้ที่ร่างกายอยู่ในสภาวะอ่อนแอหรืออ่อนเพลียได้อย่างรวดเร็ว โดยน้ำผัก ผลไม้คั้น จะมีน้ำตาลและน้ำที่ได้จากธรรมชาติในปริมาณมาก และถ้าดื่มหลังจากการคั้นสดๆใหม่ๆ น้ำผัก ผลไม้ ก็จะยังมีวิตามินที่ได้จากผัก ผลไม้เหล่านั้นอยู่ครบ (ไม่รวมเส้นใย) น้ำผัก ผลไม้ มีส่วนช่วยป้องกันอาการท้องผูก ปวดหัว และความกระวนกระวาย (ที่เป็นผลเนื่องมาจากอาการก่อนมีประจำเดือน หรือ PMS) และประโยชน์จากการดื่มน้ำผัก ผลไม้เป็นประจำก็จะทำให้ระบบต่างๆในร่างกายของเราทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนั้นน้ำผัก ผลไม้ ยังช่วยขจัดของเสียและสารพิษออกจากร่างกายได้อีกด้วย นอกจากจะง่ายต่อการย่อยและมีสารอาหารอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาให้กับคนที่มีปัญหาในการย่อยอาหาร ทำให้ระบบการย่อยอาหารของเราไม่ต้องทำงานหนัก แต่ก่อนที่คุณจะดื่มน้ำผัก ผลไม้ใดๆในปริมาณที่เข้มข้นมากๆนั้น คุณต้องไม่ลืมที่จะต้องปรับระบบลำไส้ของคุณให้ดีเสียก่อน โดยอาจจะรับประทานอาหารที่มีแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณเสียก่อน สำหรับคนที่มีปัญหากับการทานอาหารหมักดองไม่ควรดื่มน้ำผัก ผลไม้ เพราะจะทำให้ยีสต์ในร่างกายได้รับอาหารจากน้ำตาลที่มีอยู่ในน้ำผัก ผลไม้ และทำให้เพิ่มปริมาณมากขึ้น การดื่มน้ำผัก ผลไม้อาทิตย์ละครั้ง หรือสองอาทิตย์ครั้งเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ  คุณอาจจะเลือกดื่มในวันพักผ่อน โดยการผสมน้ำผึ้งลงไปสักเล็กน้อยในน้ำผัก ผลไม้ เพื่อไม่ให้ร่างกายอ่อนแอก็ได้ เพราะน้ำผัก ผลไม้มีฤทธิ์ในการชะล้างของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย (การทำเช่นนี้มีผลให้มีการขับถ่ายบ่อยขึ้น และอุจจาระอ่อนนุ่มขึ้น)

การดื่มให้ถูกต้องและปลอดภัย

   ·      เพื่อรสชาติที่ดี ควรเลือกใช้ผักที่มีรสหวานมาเป็นส่วนผสมด้วย (เช่น แครอท หัวบีทรูท ผักประเภทยี่หร่า) เป็นหลัก และเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรดื่มน้ำผัก ก่อนทานอาหารอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
·      พยายามอมน้ำผัก ผลไม้ไว้สักครู่หนึ่งก่อนกลืนลงไป เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำผัก ผลไม้นั้นผสมกับน้ำลายของคุณแล้ว และเพื่อช่วยให้กระบวนการย่อยของคุณดีขึ้น
·      ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำส้มในขณะท้องว่างนะครับ เพราะปริมาณน้ำตาลจำนวนมากที่มีอยู่ในน้ำส้มนั้นจะเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์เมื่ออยู่ในกระเพาะอาหาร และอาจจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผนังลำไส้ของคุณถูกทำลายได้โดยง่าย แต่ถ้าจะดื่ม ผมขอแนะนำเป็นน้ำเกรฟฟรุ๊ตจะดีกว่านะครับ
·      ในน้ำผัก ผลไม้ จะมีน้ำตาลในปริมาณมาก (ถึงแม้จะดีต่อสุขภาพและได้จากธรรมชาติ) เพื่อให้หวานน้อยลง ควรเจือจางด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำมะนาวนะครับ
·      ควรผสมสมุนไพรที่มีสีเขียวลงไป (เช่น ผักชีฝรั่ง ผัก Watercress) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการชะล้างของเสียและสารพิษในร่างกาย
·      นอกจากนี้แล้วคุณยังอาจเติมแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายลงไปในน้ำผัก ผลไม้ด้วย โดยน้ำตาลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของแบคทีเรียเหล่านั้น

สูตรแนะนำเพื่อสุขภาพ

            เป็นสูตรที่ทั้งอร่อยและดีกับสุขภาพ โดยการผสมน้ำคั้นที่ได้จากผักโขม ผักชีฝรั่ง ผักกาดหอม บลอคโคลี่ แตงกวา และคื่นช่ายกับน้ำแอปเปิ้ล น้ำมะนาว และน้ำขิงเล็กน้อย

ข้อควรจำ : ควรดื่มน้ำผัก ผลไม้ที่คั้นสดๆ ทันที เพราะน้ำผัก ผลไม้ จะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศทันทีเมื่อสัมผัสกับอากาศและแสงสว่าง ซึ่งนั่นจะทำให้คุณได้รับประโยชน์ของน้ำผัก ผลไม้ ลดน้อยลง

ข้อสรุป

   ·      ดื่มน้ำเปล่าหรือชาสมุนไพรวันละ 8 แก้วทุกวัน
·      อย่าดื่มกาแฟมากเกินไป แต่ให้ดื่มกาแฟคุณภาพดีเพียงหนึ่งหรือสองแก้วต่อวัน แทนที่จะดื่มกาแฟทั้งวัน
·      ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ โดยเฉพาะไวน์แดงในระหว่างมื้ออาหาร
·      หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำอัดลมทุกชนิด แม้กระทั้งน้ำอัดลมที่เป็นพวก “ light”
·      เจือจางน้ำผลไม้ในน้ำเปล่า เว้นเสียแต่ว่าน้ำผลไม้นั้นถูกนำไปมาใช้ในสูตรน้ำผัก ผลไม้ เพื่อการชำระล้างของเสียและสารพิษออกจากร่างกาย
·      ดื่มชาเขียววันละ 3 แก้วทุกวัน (แนะนำเป็นชาเขียวร้อนจะดีกว่านะครับ เพราะจะให้ประโยชน์สูงสุดมากกว่า)
          

1 สิงหาคม 2557

เพราะอะไร คุณถึงหิวบ่อย

1. อดมื้อเช้า                                                             

     เพราะถ้าเราทานอาหารเช้าเป็นประจำ น้ำตาลก็จะคงที่ และจะทำให้เราไม่หิวระหว่างวัน มื้อเช้าจึงถือเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด

2. เพราะขาดน้ำหรือทานน้ำน้อยเกินไป

    เพราะบางที่ที่เรารู้สึกหิว ไม่ได้หมายถึงว่าคุณจะต้องกินทุกครั้ง เพราะแท้จริงแล้วร่างกายของคุณอาจจะกำลังขาดน้ำอยู่ และบอกเราให้ลุกขึ้นไปกินน้ำก็เป็นได้

3. การทานอาหารที่ไม่มีแคลลอรี่

     เพราะร่างกายของคนเราต้องการสารอาหารที่ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ดังนั้นร่างกายต้องการพลังงานมากกว่าการทานสลัดทุกมื้อ และการที่คุณจำกัดการทานมากจนเกินพอดีมันจะทำให้ระบบเผาผลาญร่างกายของคุณแย่ลงในระยะยาว...นะจ๊ะ

4. การนอนไม่เพียงพอ

     เพราะถ้าเรานอนไม่เพียงพอ ร่างกายจะอ่อนเพลีย และต้องการพลังงานมากกว่าปกติ

5. คุณทานไขมันที่ดีและโปรตีนไม่เพียงพอ

     เพราะการหลีกเลี่ยงไขมันไปเลย อาจจะไม่ใช่ผลดีเสมอไป ดังนั้นจึงควรเลือกทานให้ถูกเช่น ถั่วต่างๆ เช่น แอลมอนด์

6. ความเบื่อทำให้อยากอาหาร

      เพราะเวลาที่เบื่อหรือไม่มีอะไรทำ เรามักจะไปเปิดตู้เย็นหาของกิน แล้วเราก็จะเลือกแต่ขนมที่มีแคลอรี่สูงๆ...จริงมั๊ยจ๊ะ

7. ดูทีวีมากเกินไป

     เพราะมีการวิจัยว่า คนที่ดูทีวีมากเกินกว่า 2 ชม.ต่อวัน มักเสี่ยงต่อโรคอ้วน เพราะเมื่อเราเพลิดเพลินกับการดูทีวี เราก็จะทานอาหารไม่ดูปริมาณและเพลิดเพลินไปกับขนมจนติดเป็นนิสัยที่ว่า...เวลาจะดูทีวีทุกครั้งต้องมีขนมติดมือด้วย

8. งานหนักเกินไป

     เพราะคนที่ทำงานหนักมากจนเกินไป จะใช้ความคิดเยอะ จึงทำให้มักจะรู้สึกหิวบ่อยกว่าคนที่ทำงานสบายหรือคนไม่เครียดในการทำงาน

9. ดื่ม Lกฮ มากจนเกินไป

     เพราะคนที่ดื่มมากๆและบ่อยๆ ทำให้ระดับฮอร์โมนเรื่องหิวนั้นสูงขึ้น

10. เหตุผลด้านสุขภาพ


     หากใครที่มีปัญหาเรื่องการหิวบ่อยโดยไม่รู้สาเหตุให้ลองไปปรึกษาแพทย์ เพราะการหิวบ่อยๆ เป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณอาจจะเป็นเบาหวาน

2 กรกฎาคม 2557

โทษของไขมันที่เกาะในร่างกาย

โทษของไขมันที่เกาะในร่างกาย


          สาวๆหรือหนุ่มๆที่สะสมไขมันไว้ในร่างกาย คุณรู้หรือไม่ว่าการสะสมมันไว้มันจะมีผลอย่างไรกับเราบ้างลองมาดูข้อมูลที่เรานำมาแชร์ว่าโทษของไขมันที่เกาะในร่างกายส่งผลอะไรกันบ้างนะครับว่าโทษที่เกิดจากการที่ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหารหากสะสมมาจะทำให้เกิดข้อบกพร่องและเป็นผลทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้อย่างไร เช่น
1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว เป็นนิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย
2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศีรษะ
3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว
4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย
5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด
6. ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ การเกิดโรคภูมิแพ้ ทำให้จามในตอนเช้า 

7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดก็จะลำบาก 
    ดังนั้นหน้าท้องเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่จะบ่งบอกว่า ตอนนี้สภาพร่างกายคุเป็นอย่างไร นั่นก็หมายถึงอาหารที่คุณกินเข้าไปมันเข้ามันสะสมจนทำให้คุณมีไขมันหน้าท้องมาก และจะทำให้คุณกลายเป็นคนอ้วนและมีโรคต่างๆตามมาในที่สุด และหน้าท้องเมื่อมีไขมันสะสมแล้วก็ลดยากเสียด้วยพอ ๆ กับไขมันที่สะโพกนั่นแหละ เพราะฉะนั้นก่อนจะทานอะไรก็ลองคิดดูดีๆสักนิดนะครับ ป้องกันไว้ก่อน ดีกว่าไปตามแก้ทีหลัง มันจะไม่ทันเอานะขอรับ

ออกกำลังกายทั้งที ให้มันถูกวิธีกันหน่อย !!!

       
         ครับ ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่ออกกำลังกายนั่นเพราะมันทำให้คุณรู้สึกดี สดชื่น และเหมือนจะได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจมากกว่านั้น แต่ไหนๆคุณจะออกกำลังกายกันแล้ว ผมก็อยากแนะนำให้มันได้ผลจริงๆ สำหรับใครที่สนใจในเรื่องการออกกำลังกายคงพอจะทราบว่าบนลู่วิ่ง จักรยาน หรือเครื่องคาร์ดิโอ(การเล่นแบบคาร์ดิโอก็คือการออกกำลังกายเป็นระยะเวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 20 -30 นาทีขึ้นไป)หลายๆอย่าง มักจะมีตัวจับอัตราการเต้นของหัวใจด้วย แล้วคุณทราบไหมครับ ว่าแท้จริงแล้วมันมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด แล้วทำไมจะต้องมีไอ้เจ้าตัวจับอัตราการเต้นของหัวใจใส่เข้ามาด้วย หรือว่าจริงๆแล้วเค้าต้องการแค่จะเพิ่มมูลค่าสินค้าให้มันดูมีราคาแพงเฉยๆ แต่ผมจะเฉลยเลยแล้วกันนะครับ ว่ามันมีความสำคัญมาก เพราะในการออกกำลังกายที่ถูกต้อง คุณจะต้องทราบอัตราการเต้นของหัวใจของคุณขณะออกกำลังกายด้วยนะครับ เหตุผลน่ะหรือครับ นั่นก็เพราะว่า ในการออกกำลังกาย เค้าจะมีเกณฑ์บอกว่าในแต่ละช่วงอายุ คุณควรจะมีอัตราการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกายเป็นเท่าไหร่ เช่นคนอายุ 20 ปี ควรจะมีอัตราการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกายอยู่ที่ 130 -150 ครั้ง/นาที เหตุผลน่ะเหรอครับ ก็เพราะว่ามันเป็นช่วงอัตราการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกายที่เหมาะสม ที่จะทำให้ร่างกายของคุณทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ถูกต้อง ปลอดภัยและได้ผล สำหรับผู้ที่ต้องการจะดูแลรูปร่างให้สมส่วน ปราศจากไขมันที่เกาะอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายหรืออยากจะให้หัวใจแข็งแรงมากขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย ร่างกายก็ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าใครยังสงสัยผมก็จะอธิบายให้พอเห็นภาพกันเพิ่มขึ้นอีกนิดนึงแล้วกันนะครับ สมมุติว่าคุณไปออกกำลังกายโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้นว่าหัวใจจะเต้นเท่าไหร่ จะเป็นอย่างไร อธิบายกันง่ายๆเลยนะครับ เอากรณีคนอายุ 20 ปีนะครับ คือถ้าคุณออกกำลังกายโดยที่หัวใจเต้นต่ำกว่า 120 ครั้ง/นาที ร่างกายของคุณก็จะไม่ได้ไปดึงเอาไขมันในร่างกายของคุณที่เกาะตามส่วนต่างๆของร่างกายมาใช้หรือไม่เกิดการเผาผลาญ เอ่อ...แล้วยังไงล่ะ ทีนี้คุณลองเปลี่ยนมาออกำลังกายแบบหนักๆบ้าง วิ่งให้หัวใจมันเต้นเกิน 150 ครั้ง/นาทีกันไปเลยล่ะเป็นไง วิธีนี้ผมขอแนะนำให้กับผู้ที่ทานอะไรไม่ค่อยได้ดีกว่านะครับ แต่ไม่แนะนำให้กับผู้ที่ต้องจะการเน้นไปที่การลดน้ำหนักนะครับ เพราะอะไรน่ะเหรอครับ ก็เพราะว่าถ้าคุณออกกำลังกายมากเกินไป น้ำตาลในเลือดที่มีอยู่(เพื่อไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน) จะถูกดึงเอาออกมาใช้ ทีนี้พอมันไม่มีขึ้นมา มันจะไปหามาใช้ได้จากที่ไหนล่ะครับ ก็ในเมื่อเอามันออกมาใช้แล้ว ลองนึกดู...แต่ถ้านึกไม่ออกผมก็...เฉลยเลยดีกว่า ไม่ทราบว่าคุณเคยสังเกตกันไหมครับ ว่าวันไหนที่คุณออกกำลังกายแบบว่าเหนื่อยมากๆ หนักมากๆ แล้วหลังจากนั้นมันเกิดอะไรขึ้น คุณรู้สึกหิวมากขึ้นใช่ไหมครับ หิวแบบว่าไม่ไหวแล้ว ขอจัดหนักไปเลยดีกว่าวันนี้ สรุป ไอ้เรื่องจะเบิร์นก็ได้เบิร์นอยู่หรอก แต่ที่ไอ้กินกลับเข้าไปนี่สิ มากกว่าที่เบิร์นไป 2-3 เท่าตัว แทนที่จะได้กำจัดมันออก กลับได้กลับมาเพิ่มซะอย่างนั้น แค่นี้ก่อนแล้วกันนะครับไว้มาว่ากันใหม่