25 กันยายน 2555

โรค...กับการออกกำลังกาย

โรค...กับการออกกำลังกาย

          " อโรคยา ปรมาลาภา ....ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ " แต่ถ้าเกิดมีหรือเป็นโรคกันขึ้นมาแล้ว ก็อย่าละเลยที่จะใส่ใจดูแลกันด้วยนะครับ บางคนต้องรอให้เป็นกันขึ้นมาก่อนถึงจะได้เริ่มมาดูแลใส่ใจกับตัวเอง ต้องเสียค่าหมอ ค่ายาและค่าอะไรอื่นๆอีกจิปาถะ ทำให้หมดเปลืองกันไปเสียมากมาย กว่าจะได้มาสนใจการออกกำลังกายกันแบบเป็นจริงเป็นจังกันสักที และไอ้ที่มาสนใจการออกกำลังกายนั่นก็ไม่ใช่เพราะอะไรนะครับ แต่เป็นเพราะคุณหมอสั่งกำชับมาอีกเช่นกัน อืมม...นะ คุณก็คิดเอาเองแล้วกัน ไปหาหมอมาก็แล้ว หมอให้ยามากินก็แล้ว แล้วทำไมหมอต้องสั่งให้มาออกกำลังกายอีกด้วยนะ เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก ก็เพราะการออกกำลังกายนี่แหละครับ ที่เสมือนเป็นยาวิเศษ เหมือนเพลงกราวกีฬาที่เขาเอามาแต่งให้ร้องกันนั่นไงล่ะครับ แต่เอาเข้าจริงๆผมว่าคุณอย่ารอให้หมอสั่งเลยดีกว่าครับ เพราะถ้าคุณรอให้หมอเป็นคนสั่งว่าคุณต้องหาเวลาไปออกกำลังกายบ้างนะ นั่นหมายความว่าคุณได้ป่วยเป็นโรคแล้ว ดังนั้น ถ้าคุณไม่อยากเป็นโรคหรือรอให้คุณหมอมาสั่งคุณก็ปรับเปลี่ยน Lifestyle บางอย่างของคุณด้วยการเพิ่มการออกกำลังกายเข้าไปด้วยก็จะดีมากๆเลยนะครับ ส่วนเรื่องที่ผมนำมาฝากคุณๆในวันนี้ ก็เป็นส่วนเล็กๆน้อยๆ ในการแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นโรคต่างๆ และอาจจะเป็นคำถามหรือข้อกังวลใจว่าเราป่วยแล้วเราจะออกกำลังกายได้หรือเปล่า และจะต้องออกกำลังกายยังไงถึงจะเหมาะกับเรานะ และสุดท้ายนี้ผมขออวยพรให้คนที่มีอาการเจ็บป่วยหรือไม่สบาย ให้อาการที่มีได้ทุเลาเบาบางลง หรือถ้าจะให้ดีก็ขอให้หายขาดจากอาการเจ็บป่วยกันไปเลยนะครับ สาธุ... อ้อ แต่ก็อย่าละทิ้งการออกกำลังกายกันไปเลยนะครับ เผื่อที่ว่าอาการเจ็บป่วยต่างๆเหล่านั้นจะได้ไม่กลับขึ้นมาเป็นอีก และจะได้ป้องกันโรคอื่นๆที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราไม่ให้มาเป็นหรือมาเพิ่มจากโรคเก่าอีก ขอให้สุขภาพแข็งแรงดีกันทุกๆคนนะครับ ^_^

โรคภูมิแพ้


ลักษณะอาการ
          คัน มีผื่นบวม แดง มักพบในนักวิ่งหรือผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหักโหม

สาเหตุ
          มักเกิดกับผู้ที่แพ้ง่าย มีประวัติทางครอบครัวเป็นโรคภูมิแพ้ อาจเกิดกับผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้มาก่อนแต่เกิดขึ้นเนื่องจากการรับประทานยาบางชนิด หรือการรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกาย 

คำแนะนำ
          ควรค้นหาอาการที่เกิดขึ้นใน 12 - 24 ชม.แรก เช่น ปวดศีรษะหลังการออกกำลังกายช่วงเช้า อาจเนื่องจากการดื่มกาแฟ การออกกำลังกายกลางแจ้ง อาจแพ้ฝุ่น ละออง เกสร อาการอาจรุนแรงขึ้น ถ้าดื่มหรือรับประทาน อาหารร่วมด้วย ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังบนพื้นห้อง เพราะอาจแพ้พรม ฝุ่นละออง

โรคผอมแห้ง 



ลักษณะอาการ
          คือ ภาวะสูญเสียความรู้สึกอยากรับประทานอาหาร เนื่องจากมีปัญหาทางจิตใจที่ไม่อยากให้ตนเองอ้วน หรืออาจมีปัญหาทางครอบครัวร่วมด้วย มักจะพบในผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี ฐานะปานกลาง

คำแนะนำ
          น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐาน 20% ควรพบแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกาย ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาจิตใจ ไม่อยากอ้วน ควรชักจูง ให้คำแนะนำ ให้ไปเข้ารับรับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

โรคข้อเสื่อม



ลักษณะอาการ
          เกิดจากการอักเสบรอบๆข้อต่อ อาการ ปวด ,การเคลื่อนไหวข้อได้น้อยลง, บวม ,รูปร่างข้อต่อเปลี่ยนไป
ชนิดรูมาตอยด์พบในอายุ 20 - 55 ปี เพศหญิง ส่วนใหญ่มักเกิดกับข้อที่ต้องรับน้ำหนักมาก อันเนื่องมาจากน้ำหนักตัว 

โรคข้อเสื่อมกับการออกกำลังกาย
          ควรออกกำลังกายให้วิธีจะทำให้การเคลื่อนไหวของข้อดีขึ้น ควรเน้นการออกกำลังกายที่ช่วยลดแรงกระแทก เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน แทนการวิ่ง ควรออกกำลังกายร่วมไปกับการรักษา หลีกเลี่ยงท่าที่มี Stress ต่อข้อต่อ

โรคหืด



ลักษณะอาการ
          คือ ภาวะที่มีความผิดปกติของระบบการหายใจ เนื่องจากมีการตีบตันของท่อทางเดินอากาศในปอด และมีการหลั่งเยื่อเมือกออกมามากกว่าปกติ 

โรคหืดกับการออกกำลังกาย
          อาจใช้ยาพ่น (Ventolin) ช่วยให้หลอดลมขยายตัว ก่อนการออกกำลังกาย ควรได้รับการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิค ประเภทฝึกความแข็งแรงโดยมีวัตถุเป็นแรงต้าน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อหน้าอก ในฤดูหนาวอากาศจะเย็นและแห้งมากในช่วงเช้า ควร Warm up ให้นานพอควร หรือออกกำลังในช่วงบ่าย

คำแนะนำ
          เลี่ยงการออกกำลังกายบนพื้นพรม ควรรับประทานยาประจำตัวก่อนการออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิค เน้นกล้ามเนื้อที่ช่วยหายใจ ควรออกกำลังกายในน้ำดีกว่า เพราะอากาศที่สูดเข้าไปจะอุ่นและมีความชื้น ทำให้หายใจสะดวกกว่า ส่วนใหญ่หลังการออกกำลังกายมักแสดงอาการไออย่างรุนแรงจึงควรเลือกออกกำลังกายที่มี ความหนักน้อยในบุคคลกลุ่มนี้ ควรแนะนำให้ออกกำลังกายในวันที่มีอากาศชื้น ผู้ที่เสียงหายใจคล้ายเป็นหวัด หายใจขัด หรือไอ เรื้อรัง หลังการออกกำลังกายควรรับทานยา 

โรคโลหิตจาง



ลักษณะอาการ
          คือ ภาวะที่ร่างกายมีฮีโมโกลบินต่ำกว่าปกติ ทำให้กล้ามเนื้อที่กำลังทำงานได้รับ O2 น้อย

สาเหตุของโรคโลหิตจาง
          เสียเลือดมากจากหลายสาเหตุ เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหาร ขาดสารอาหาร เช่นพวกธาตุเหล็ก ตั้งครรภ์ หรือ เป็นโรคไต มีการเเตกทำลายของเม็ดเลือดแดงเช่น ธาลัสซีเมีย โรคชรา การมีความผิดปกติที่ไขกระดูก ฮีโมโกลบิน อยู่ในเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่เป็นตัวขนส่งออกซิเจน

*** หมายเหตุ *** ฮีโมโกลบิน = เหล็ก ( HAEM ) + โมเลกุลโปรตีน ( GLOBIN)3
          การออกกำลังกายอย่างหักโหม จะทำให้ฮีโมโกลบินลดต่ำลงได้เนื่องจากการออก-กำลังกายแบบแอโรบิคนานๆ จะทำให้ปริมาตรของเลือดเพิ่มขึ้น แต่จำนวนฮีโมโกลบินไม่ได้เพิ่ม การสะสมของธาตุเหล็กน้อยลง ทำให้การผลิต ฮีโมโกลบินลดลงด้วย ( ธาตุเหล็กน้อยเนื่องจากรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อย ทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กลดลงร่าง แต่เกิดการสูญเสียธาตุเหล็กมาก )

คำแนะนำ
          ในรายที่สงสัยว่ามีอาการควรเจาะเลือดตรวจปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะในผู้หญิง ไม่ควรแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารเสริมธาตุเหล็ก โดยไม่ได้รับการปรึกษาจากแพทย์ แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ วิตามิน ซี ผักใบเขียว วิตามิน บี 12

โรคเบาหวาน



ลักษณะอาการหรือสาเหตุของโรคเกิดจาก

1. ร่างกายผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ
2. ร่างกายไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้

โรคเบาหวานกับการออกกำลังกาย
          สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่เกิน 160 mg/ml ควบคุมอัตราการเต้นหัวใจให้อยู่ในช่วง 55-65 % (ไม่เกิน75%) ควรฝึก Strength training ครั้งละ 20 นาที 3-5 วัน/สัปดาห์ เน้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนเข้าช่วงแอโรบิค ป้องกันภาวะ Hypoglycemia ควรตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือด ก่อนและหลังออกกำลังกายเสมอ

ข้อที่ควรสังเกตของอาการ
          กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย หายใจลึกและถี่มากผิดปกติ ชีพจรเบาเร็ว ลิ้นแห้ง ตาพร่า ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน

13 กุมภาพันธ์ 2555

ความสำคัญของอัตราการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกาย

          
          เราทุกคนทราบดี ว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์และดีกับสุขภาพ ร่างกาย นอกจากนี้การออกกำลังกายยังทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น ทำงานได้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งช่วยเผาผลาญไขมันและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต เวลาที่เราเครียด การออกกำลังกายยังช่วยผ่อนคลายได้อีกด้วย แต่ในชีวิตประจำวันของเราที่เต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆมากมาย ทำให้บางคนเห็นว่าเป็นเรื่องยากที่จะออกกำลังกายให้ได้ประโยชน์สูงสุด และบางครั้งทำให้บางคนนำมันมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ไปออกกำลังกาย
          การออกกำลังกายแบบ Cardiovascular ในระดับที่เหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญมาก เมื่อเราเล่นหนักเกินไป ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือเหนื่อยมากจนทำให้คุณรู้สึกหมดสนุกจากการออกกำลังกาย ในทางกลับกัน ถ้าคุณออกกำลังกายเบาเกินไป ก็อาจไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร การวัดอัตราการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกาย จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
          ข้อมูลของ American College of Sports Medicine บอกไว้ว่าให้ใช้สูตรคำนวณได้โดยการเอา 220 ลบอายุ ก็จะได้อัตราการเต้นหัวใจที่สูงที่สุดที่เป็นไปได้ใน 1 นาที ส่วนขอบเขตที่เหมาะสม ได้จากการเอา 0.55 คูณเลขที่ได้ เป็นค่าต่ำสุด และเอา 0.9 คูณ เป็นค่าสูงสุด เช่น ถ้าคุณอายุ 35 ปี อัตราการเต้นหัวใจที่สูงที่สุดคือ 220 - 35 = 185 ครั้ง/นาที เพราะฉะนั้นเราจะได้ลิมิตของอัตราการเต้นหัวใจที่ควรจะเป็นอยู่ในช่วง 102 (0.55 x 185) ถึง 166 (0.9 x 185) ครั้ง/นาที
          ดร.เจมส์ สกินเนอร์ จากมหาวิทยาลัยอินเดียน่า กล่าวไว้ว่า การออกกำลังกายในช่วงอัตราการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกายที่เหมาะสม ทำให้เราออกกำลังกายได้นานขึ้นและให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนักหรือเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของหัวใจ
          ถ้าหากคุณเป็นคนที่ไม่ได้ไปออกกำลังกายเป็นประจำหรือเว้นการออกกำลังกายไปนานๆ อัตราการเต้นหัวใจที่ 55 % ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ถ้าคุณออกกำลังกายเป็นประจำ 70 - 85 % จะเป็นตัวเลขที่เหมาะสม และควรออกกำลังกายให้ได้ประมาณ 20 -60 นาที ตามแต่สภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย
          การวัดอัตราการเต้นของหัวใจทำได้หลายแบบ ตั้งแต่การจับชีพจรด้วยตัวเอง หรือตามเครื่องออกกำลังกายต่างๆ ที่มีตัวเซ็นเซอร์ให้จับ การจับชพจรทำได้ด้วยการใช้สองนิ้วจับที่เส้นเลือดที่คอมือหรือต้นคอ จับไว้ประมาณ 10 วินาที แล้วคูณด้วย 6 จะได้อัตราการเต้นหัวใจใน 1 นาที การคาดสายวัดไว้ที่หน้าอก เช่น Polar Chest Strap ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการวัดอัตราการเต้นการเต้นหัวใจได้ โดยผลจะไปปรากฏที่หน้าจอ เป็นวิธีการที่ค่อนข้างเที่ยงตรงกว่า การวัดอัตราการเต้นหัวใจบนลู่วิ่งหรือเครื่องเดินอากาศทำได้ด้วยการจับ Sensor หรือใส่สายคาดหน้าอก แล้วผลจะไปแสดงบนหน้าจอ
          เมื่อเรารู้อัตราการเต้นหัวใจ ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะปรับระดับการออกกำลังกายให้มากขึ้นหรือน้อยลง เพื่อให้เท่ากับช่วงการเต้นหัวใจที่เหมาะสม เช่น การวิ่งให้เร็วขึ้นหรือช้าลง ปรับระดับความชันของลู่วิ่งให้มากขึ้นหรือน้อยลง เป็นต้น (อุปกรณ์บางตัวก็สามารถปรับอัตโนมัติได้เอง) ผลที่เกิดขึ้นจาการทำงานที่ดีขึ้นของหัวใจ ทำให้เรามีระบบไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้นและสภาพความฟิตก็มากขึ้นด้วย
          พอล ธอมป์สัน จาก รพ.ฮาร์ทฟอร์ด คอนเนคติกัต กล่าวว่าการออกกำลังกายแบบ Cardiovascular เป็นส่วนสำคัญของตารางการออกกำลังกายประจำวัน ถ้าคุณต้องการจะปรับปรุงระดับความฟิตและสุขภาพ แน่นอนว่าหัวใจของเราก็เป็นส่วนสำคัญและเป็นการประกันสุขภาพที่ดีที่สุด เมื่อเราจะออกกำลังกาย ควรเลือกการออกกำลังกายที่เราชอบ และถ้าเป็นใน Fitness จะให้ดีที่สุดคืออุปกรณ์ที่สามารถวัดอัตราการเต้นหัวใจที่ถูกต้องเที่ยงตรง เพื่อประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่เยี่ยมยอดหลังจากการออกกำลังกาย